Tuesday, April 5, 2011

วาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรี

… พระเมตตาคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์จัดเป็น อัปปมัญญา คือไม่จำกัดขอบเขต ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่ถือเขาถือเรา ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ดังนั้น คนไทยทั้งแผ่นดินไม่ว่าจะเป็นชาวเขาชาวเรา ชาวพุทธชาวมุสลิมต่างก็รักในหลวง วาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรี เป็นสักขีพยานที่ดีในเรื่องพระเมตตาคุณไม่จำกัดขอบเขตนี้














…วาเด็ง ปูเต๊ะ ผู้เฒ่าวัย ๙๒ ปี แห่งอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เล่าว่า เมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ทหารกลุ่มหนึ่งมาตามที่บ้านบอกให้เขาไปพบในหลวง ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทอดพระเนตรความเป็นไปได้ในการสร้างอาคาร กั้นน้ำที่คลองน้ำจืดบ้านทุ่งเค็จ อำเภอสายบุรี วาเด็ง ปูเต๊ะจึงได้เฝ้าในหลวงเป็นครั้งแรก เขาเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้น ดังนี้



“ตอน นั้นผมทราบแล้วว่า เป็นในหลวง แต่จะเข้าไปใกล้ๆ ก็ไม่กล้า เพราะว่า นุ่งโสร่งตัวเดียว ไม่ได้สวมเสื้อ พอเข้าไปใกล้ๆ ในหลวงก็บอกว่า จะมาขุดคลองชลประทานให้ พอได้ยินอย่างนั้น ผมก็ดีใจมาก คุยกันเยอะ ท่านถามว่า ถ้าขุดคลองสายทุ่งเค็จนี้จะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน ผมบอกท่านว่า คลองเส้นนี้มีที่ดินติดเขตตำบลแป้น ทางเหนือขึ้นไปสุดที อำเภอศรีสาคร ในหลวงถามต่อว่า ถ้าไปออกทะเลจะมีกี่เกาะ ผมก็ตอบท่านไปว่า มี ๔ เกาะ ท่านก็ชมว่าเก่งสามารถจำทุกที่ที่ผ่านไปได้ แล้วท่านก็เปิดดูแผนที่ที่นำมาด้วย แล้วบอกว่า ผมรู้จริง ไม่โกหก ทุกสิ่งที่ผมบอกมีอยู่ในแผนที่ของพระองค์แล้ว …ในหลวงคุยกับผมเป็นภาษามลายู ท่านพูดมลายูสำเนียงไทรบุรี คุยกันก็เข้าใจเลย พอเจอกันบ่อยๆ คุยกัน มีความเห็นตรงกัน ท่านก็เลยรับผมเป็นพระสหาย ผมบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่บอกท่านไปทั้งหมดเป็นความจริง พูดโกหกไม่ได้จะเป็นบาป ”

วาเด็ง ปูเต๊ะ





โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)



————————————







เมื่อวันที่ 26 กันยายน บริเวณศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช นายวาเด็ง ปูเต๊ะ หรือ “เป๊าะเด็ง” อายุ 93 ปี หรือที่รู้จักในนาม “พระสหายแห่งสายบุรี” พระสหายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เดินทางโดยเครื่องบินจากบ้านบาเลาะ ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อมาลงนามถวายพระพร





ทั้งนี้ นายอับดุลเลาะ อาแว หลานชายของนายวาเด็ง ปูเต๊ะ ซึ่งเดินทางมาด้วยกัน เพื่อทำหน้าที่ดูแลและแปลภาษา บอกว่า ออกจากบ้านตั้งแต่เวลา 09.00 น. เมื่อมาถึงสนามบินดอนเมืองก็เดินทางโดยรถยนต์มาที่ศาลาศิริราช 100 ปี วันนี้เป๊าะเด็งเลือกสวมชุดซาฟารีสีกรมท่า และติดเข็มตราสัญลักษณ์ครองราชย์ 60 ปี ที่อกเสื้อด้านขวา และใช้วิธีลงนามถวายพระพรด้วยการพิมพ์นิ้วโป้งมือข้างขวาลงบนสมุดลงนามถวายพระพร แล้วให้ตนเขียนชื่อวาเด็งกำกับอีกครั้ง เนื่องจากไม่สามารถเขียนภาษาไทยได้



หลังจากนายวาเด็งแสดงความเคารพต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว พระสหายแห่งสายบุรีก็เผยความรู้สึกเป็นภาษายาวี โดยมีหลานชายเป็นคนแปลให้ ว่า ทราบข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรจากทางโทรทัศน์ รู้สึกตกใจมาก หลังจากทราบข่าวก็สวดดูอาร์ขอพรจากพระเจ้าหลังละหมาดทุกครั้ง เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหายจากพระอาการประชวร
พระสหายแห่งสายบุรี


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้นำอะไรมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหมือนเช่นทุกครั้งที่มีโอกาสมาร่วมถวายพระพรหรือไม่ นายวาเด็ง ตอบว่า “ตอนแรกตั้งใจจะนำทุเรียนและลองกองที่ปลูกไว้ในสวนอย่างละ 3 ต้น มาทูลเกล้าฯ ถวาย แต่เสียดายที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผลไม้ไม่ออกผลตามฤดูกาล” “ไม่ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 3-4 ปีแล้ว ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประชวร บอกไม่ถูกว่าเป็นห่วงอย่างไร แต่อยากมาเข้าเฝ้าฯ บ่อยขึ้น วันนี้ที่ได้มาลงนามถวายพระพรก็รู้สึกเหมือนได้พบพระพักตร์แล้ว คิดถึงและเป็นห่วงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาก เมื่อรู้ว่าจะได้มากรุงเทพฯ เพื่อถวายพระพรรู้สึกตื่นเต้น นอนไม่หลับ ตนและภรรยาก็มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคชราเช่นกัน จึงตั้งใจว่าจะพักอยู่กรุงเทพฯ ต่ออีก 1-2 วัน และหากเป็นไปได้อยากอยู่รอจนถึงวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับ จากนั้นจึงค่อยเดินทางกลับบ้านที่ จ.ปัตตานี ส่วนที่ได้ฉายา “พระสหายแห่งสายบุรี” นั้น ส่วนตัวเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดีใจและภาคภูมิใจที่สุดอย่างไม่มีอะไรจะเทียบได้” นายวาเด็งกล่าว


สำหรับ “วาเด็ง ปูเต๊ะ” หรือ “เป๊าะเด็ง” เป็นพระสหายแห่งสายบุรี แม้ในวัย 93 ปี แต่ความจงรักภักดีและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณไม่เคยเสื่อมคลาย ย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณ 15-16 ปีที่แล้ว ขณะที่ “เป๊าะเด็ง” กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการดูแลต้นทุเรียนและลองกองในสวน ช่วงเวลาใกล้ค่ำได้เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา หนึ่งในจำนวนนั้นได้กวักมือเรียกให้เข้าไปหา แต่ตัวผู้เฒ่าเองกลับรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ ผู้เฒ่าเห็นทหารกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาและกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระราชดำเนินมาทอดพระเนตรความเป็นไปได้ในการสร้างอาคาร กั้นน้ำที่คลองน้ำจืดบ้านทุ่งเค็จ ต.แป้น อ.สายบุรี “วันนั้น เป๊าะ กำลังทำสวนอยู่กับภรรยา (นางสาลาเมาะ ปูเต๊ะ) บริเวณประตูน้ำบ้านบาเลาะ ต.ปะเสยะวอเป็นป่าทึบ ก็มีคุณหญิงคนหนึ่งมาบอกว่า ในหลวง ต้องการพบตัวแต่ภรรยาไม่กล้าไปพบ จนกระทั่งเป๊าะเลี้ยงโคกลับมา ก็มีตำรวจมาตามเป็นครั้งที่สอง เป๊าะ ตกใจมากว่าตำรวจมาตามเรื่องอะไร เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด จนกระทั่งสื่อสารกันเข้าใจว่า ในหลวง ต้องการมาสร้างฝายกั้นน้ำคลองน้ำจืด บ้านทุ่งเค็จ ต.แป้นอ.สายบุรี เพื่อช่วยเหลือเรื่องแหล่งน้ำแก่ชาวบ้านในการทำการเกษตร เป๊าะ ถึงกล้าไปพบ แต่ตอนนั้น เป๊าะ ยังไม่ค่อยเชื่อว่าพระองค์จะเข้ามาอยู่ในป่าในเขาแบบนี้ จึงคิดว่าคนที่มาบอกโกหก ขนาดมาพบพระองค์แล้ว เป๊าะ ก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็น ในหลวง จริงหรือเปล่า จึงแอบหยิบเงินใบละ 100 บาท กับใบละ 20 บาทขึ้นมาดู จึงแน่ใจว่าเป็นพระองค์เสด็จฯ มาจริง ๆ
ดาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรี






ตอนแรกที่พบ ในหลวง เป๊าะ ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ๆ เพราะตอนนั้นนุ่งโสร่งตัวเดียว เสื้อก็ไม่ได้ใส่ด้วย แต่พอเข้าไปใกล้ ๆ ในหลวงก็ตรัสเป็นภาษามลายูว่า จะสร้างคลองชลประทานให้ หลังจากนั้น ในหลวง ท่านก็ทรงสอบถามเส้นทางการขุดคลองสายทุ่งเค็จว่ามีเขตติด ต่อที่ไหนบ้าง จึงได้เล่าให้ในหลวงทรงทราบว่าคลองเส้นนี้ทางเหนือจะติดเขตพื้นที่ อ.ศรีสาครจ.นราธิวาส ในหลวง ตรัสถามว่าหากออกไปทางทะเลจะมีเกาะกี่เกาะ เป๊าะ ก็ตอบพระองค์ไปว่ามี 4 เกาะ ในหลวง จึงทรงเอาแผนที่ที่นำติดตัวมาออกมาดูอีกครั้ง และตรัสชมว่า วาเด็งเป็นคนรู้พื้นที่จริง…เหมือนกับชาวบ้านอีกหลายพื้นที่ที่พระองค์ เคยเข้าไปช่วยเหลือมาแล้ว พระองค์ยังตรัสด้วยว่า “ไม่ว่าจะไปช่วยใครที่ไหนก็ต้องถามเจ้าของพื้นที่ก่อน…เพราะชาวบ้านจะรู้จริงกว่าคนอื่น”



วันรุ่งขึ้นข้าราชการที่มารับเสด็จก็ต้องตกตะลึงไปตาม ๆ กัน เมื่อพระองค์ทรงรับสั่งให้ เป๊าะ พายเรือให้พระองค์เพื่อทำการสำรวจคลองสายทุ่งเค็จ พระองค์มีพระราชดำรัสถาม พร้อมเปิดแผนที่เพื่อให้รู้ว่าจะสร้างแหล่งชลประทานอย่างไร ตอนพายเรืออยู่ ในหลวง ตรัสด้วยว่า “ให้วาเด็งทำตัวให้สบาย…มีอะไรที่ชาวบ้านเดือดร้อนก็ให้เล่ามาตามความจริง” เป๊าะ จึงบอก ในหลวง ว่าเมื่อถึงเวลาหน้าฝน น้ำจะท่วม ทำนาไม่ได้ เมื่อถึงหน้าแล้ง ก็ทำนาไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน พระองค์ก็ตรัสกับ เป๊าะ อย่างไม่ถือพระองค์และตรัสถามอีกว่า ชาวบ้านทำการเกษตรอะไรบ้าง เป๊าะ จึงตอบพระองค์ไปว่าชาวบ้านไม่เดือดร้อนอะไร ทุกคนทำการเกษตรตามวิถีชีวิตของคนชนบท คือ ปลูกพืชผักสวนครัว และทำสวนไว้กินกันทุกบ้าน จากนั้น ในหลวง คงจะทรงลองใจเป๊าะ จึงตรัสถามขอที่ดินเพื่อทำโครงการพระราชดำริ ด้วยความปลาบปลื้ม เป๊าะ จึงขอยกที่ดินถวายให้พระองค์ทันที ในหลวง จึงแย้มพระสรวล และมีพระราชดำรัสว่าให้ เป๊าะ เป็น “พระสหาย” ตั้งแต่บัดนั้น ในหลวง ตรัสเรื่องนี้ว่า “วาเด็งเป็นคนซื่อตรง…จึงขอแต่งตั้งให้วาเด็งเป็นเพื่อนของในหลวง” พร้อมทรงชวนให้ เป๊าะ และภรรยาเดินทางไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ และเมื่อพระองค์เสด็จฯ มาสามจังหวัดก็เรียกให้เข้าเฝ้าที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ทุกครั้งล่าสุด ในหลวง ตรัสว่าให้วาเด็งหยุดทำงานได้แล้ว เพราะแก่แล้ว อายุมากแล้ว ทรงเป็นห่วงสุขภาพของ เป๊าะ กลัวว่าทำงานหนักจะไม่สบาย” วาเด็ง ปูเต๊ะ เล่าถึงเหตุการณ์วันที่ได้รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่คาดฝัน จนกระทั่งได้กลายมาเป็น “พระสหาย” แห่งสายบุรี ในเวลาต่อมาวาเด็ง ปูเต๊ะ บอกอีกว่า ตอนที่ไม่มีทีวีให้ดู เวลาอยากเห็นหน้า ในหลวง ก็จะหยิบเงินมาดูก็พอหายคิดถึงได้บ้าง พอมีทีวีแล้วก็จะรอดูแต่ข่าวในพระราชสำนักทุกวัน แต่พอพระองค์ทรงพระประชวรก็ต้องมาตามดูข่าวในพระราชสำนักตอนกลางวัน และตอนค่ำด้วย







ต่อมา ในหลวง ทรงสงสารจึงมอบเงินให้ เป๊าะ ครั้งละหลายหมื่นบาท หากไม่ได้เสด็จฯ มาก็ทรงฝากเงินมากับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แทบทุกครั้ง


-----------------------------------------------------------------------------

Monday, March 14, 2011

ว่าด้วยวันสิ้นโลก

อิทธิพลของภาพยนตร์ที่ว่าด้วยวันสิ้นโลกในปี 2012 ชวนให้หลายคนพูดถึงหายนะของมนุษยชาติที่จะจบสิ้นในอีก 3 ปีข้างหน้าอย่างออกรสออกชาติ แต่นอกจากคำทำนายถึงวันสุดท้ายของโลกจากชนเผ่ามายาแล้ว ยังมีอีกหลายคำพยากรณ์ก่อนหน้านี้ซึ่งไม่เกิดขึ้นจริง




- ปี 1806 สัญญาณสิ้นโลกจากแม่ไก่



ในประวัติศาสตร์มีผู้คนจำนวนมากที่อ้างว่า พระเยซูคริสต์กำลังจะกลับคืนสู่โลกอีกครั้ง และเหตุการณ์ที่ถือเป็นการส่งสัญญาณของการกลับคืนคือ ที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษมีแม่ไก่ออกไข่ที่เรียงเป็นประโยคว่า “พระคริสต์กำลังจะปรากฏ” และเมื่อข่าวเกี่ยวกับความน่าอัศจรรย์นี้แพร่กระจายออกไป ผู้คนจำนวนมากก็เริ่มเชื่อว่า วาระสุดท้ายของโลกกำลังใกล้เข้ามา จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งเกิดกังขาได้สังเกตดูการวางไข่ จนพบว่ามีบางคนที่พยายามสร้างเรื่องหลอกลวงนี้ขึ้น



- 23 เม.ย.1843 กำหนดวันพระเจ้าทำลายโลก



ชาวนาผู้หนึ่งที่นิวอิงแลนด์นามว่า วิลเลียม มิลเลอร์ (William Miller) ได้ใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิลอย่างจริงจัง และได้สรุปว่าพระเจ้าทรงเลือกวันที่จะทำลายล้างโลกว่า อยู่ระหว่างวันที่ 21 มี.ค.1843 - 31 มี.ค.1844



เขาสั่งสอนผู้คนมากมายพร้อมๆ กับการตีพิมพ์สิ่งที่เขาสอนเพื่อเผยแพร่ จนมีสาวกที่รู้จักกันในนาม “มิลเลอไรต์ส” (Millerites) อยู่หลายพันคน และเหล่าสาวกนี้ก็ตัดสินให้วันที่ 23 เม.ย.1843 เป็นวันสิ้นโลก หลายคนขายและมอบสิ่งของที่พวกเขาครอบครองด้วยคิดว่าไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่เมื่อวันที่กำหนดมาถึงแล้วพระเยซูก็ไม่ได้กลับมา คนเหล่านี้ก็สลายกลุ่มกันไป แต่บางคนก็ออกไปตั้งกลุ่มใหม่ “เซเวนท์ เดย์ แอดเวนทิสต์” (Seventh Day Adventists) ที่ยังคงรอคอยการกลับมาของพระเยซูอีกครั้ง



- ปี 1891 วันสิ้นโลกของชาวมอร์มอน



โจเซฟ สมิธ (Joseph Smith) ผู้ก่อตั้งนิกายมอร์มอน (Mormon church) ได้เรียกประชุมผู้นำนิกายของเขาในปี 1835 เพื่อบอกว่า เขาเพิ่งสนทนากับพระผู้เป็นเจ้า และระหว่างการสนทนานั้นเขาได้รับรู้ว่า พระคริสต์จะกลับมาในอีก 56 ปีนับจากนั้น ซึ่งเป็นการเริ่มต้นจาก “วันสุดท้าย”



- ปี 1910 ดาวหางฮัลเลย์พาหายนะสู่โลก



ในปี 1881 นักดาราศาสตร์คนหนึ่งวิเคราะห์สเปกตรัมแล้วพบว่า หางของดาวหางนั้นมีก๊าซพิษนำความตายที่เรียกว่า “ไซยาโนเจน” (cyanogen) สิ่งที่เขาค้นพบนั้นไม่ได้รับความสนใจนัก จนกระทั่งบางคนตระหนักขึ้นได้ว่า โลกกำลังจะผ่านหางของดาวหางฮัลเลย์ในปี 1910 จึงเกิดคำถามว่าทุกๆ คนบนโลกจะถูกอาบด้วยก๊าซพิษดังกล่าวหรือไม่? จากนั้นมีการใคร่ครวญถึงเรื่องดังกล่าวซ้ำๆ บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ “เดอะ นิวยอร์กไทม์” และหนังสือพิมพ์อื่นๆ ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่ว สุดท้ายนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำได้ออกมาอธิบายว่า “ไม่มีอะไรต้องกลัว”



- ปี 1982 วันพิพากษา



ในเดือน พ.ค.ของปี 1980 แพต โรเบิร์ตสัน (Pat Robertson) ผู้สอนศาสนาคริสต์ที่ให้บริการทางสถานีโทรทัศน์และเป็นผู้ก่อตั้งพันธมิตรคริสเตียน (Christian Coalition) ได้ทำให้ผู้คนตื่นตกใจเมื่อเขาให้ข้อมูลแก่ผู้ชมรายการทีวี “700 คลับ” (700 Club) ทั่วโลกว่า เขารู้ว่าเมื่อใดที่โลกจะสิ้นสุด โดยประกาศก้องว่า “ผมรับรองได้ว่าพวกคุณจะจากไปก่อนสิ้นปี 1982 ซึ่งจะมีการพิพากษาโลก” แต่คำประกาศดังกล่าวก็ขัดแย้งกับคำสอนในพระคัมภีร์ที่ระบุว่าไม่มีใครรู้ถึงวันเวลาที่โลกจะสิ้นสุด แม้แต่เหล่าเทวดาบนสวรรค์



- ปี 1997 ประตูสวรรค์เปิด



เมื่อดาวหางเฮล์-บอปป์ (Hale-Bopp) ปรากฏในปี 1997 ก็มีข่าวลือว่ายานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวจะติดตามดาวหางมาด้วย แต่ข้อมูลดังกล่าวถูกปิดบังไว้ แน่นอนว่าองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และเหล่านักดาราศาสตร์ตกเป็นจำเลยของข้อกล่าวหาว่าปกปิดข้อมูลนี้



แม้ข่าวลือดังกล่าวจะถูกปฏิเสธจากนักดาราศาสตร์และใครก็ตามที่มีกล้องโทรทรรศน์ที่มีความละเอียดพอ แต่ข่าวลือนั้นก็ยังถูกเผยแพร่ผ่านสื่อวิทยุอยู่ดี และยังทำให้เกิดลัทธิ “ซานดิเอโกยูเอฟโอ” (San Diego UFO) ซึ่งระบุว่าประตูสวรรค์จะเปิดออก และกำหนดวันสิ้นโลกที่จะกำลังใกล้เข้ามา และสมาชิกของลัทธิ 39 คนก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายในวันที่ 26 มี.ค.1997



- เดือน 7 ปี 1999 คำทำนายแห่งนอสตราดามุส



ข้อความที่เขียนขึ้นด้วยภาษายากๆ และใช้การเปรียบเทียบของ มิเชล เดอ นอสตราดาม (Michel de Nostrdame) หรือนอสตราดามุส ก่อให้เกิดความสนใจจากผู้คนเป็นเวลากว่า 400 ปี โดยงานเขียนของเขาที่ตีความได้หลากหลายนั้น ถูกนำไปแปลแล้วแปลอีกในรูปแบบที่แตกต่างกันหลายสิบรูปแบบ และหนึ่งในการตีความที่โด่งดังที่สุดคือ “ปี 1999 เดือนที่ 7 เจ้าแห่งความสยองขวัญจะมาจากฟ้า” และผู้ที่ศรัทธาในนอสตราดามุสได้ขยายความตื่นตระหนกนี้ออกไปว่าเป็นวันสิ้นสุดของโลก



- “วายทูเค” โลกป่วน-คอมพ์รวนรับสหัสวรรษใหม่



ในช่วงที่ปลายศตวรรษก่อนใกล้จะสิ้นสุดลง ผู้คนจำนวนมากเริ่มวิตกกังวลว่า คอมพิวเตอร์อาจนำหายนะมาสู่โลก เป็นหายนะที่ทุกคนเรียกกันว่า “วายทูเค” (Y2K) ซึ่ง Y เป็นคำย่อมาจาก “Year” และ 2K เป็นสัญลักษณ์ของปี 2000 ที่ K หมายถึง “กิโล” (Kilo) ในภาษากรีกที่มีค่าเท่ากับ 1,000



ปัญหาของวายทูเค ถูกตั้งข้อสังเกตครั้งแรกเมื่อต้นทศวรรษ 1970 ว่า คอมพิวเตอร์จำนวนมากอาจไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างปี 2000 และ 1900 ได้ ไม่มีใครแน่ใจเลยว่านั่นจะเกิดอะไรขึ้น แต่หลายคนก็ชี้ให้เห็นหายนะใหญ่หลวงที่อาจจะเป็นได้ทั้งไฟดับครั้งใหญ่ ไปจนถึงหายนะทำลายโลกจากนิวเคลียร์ แต่สหัสวรรษใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นด้วยความขลุกขลักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น



- 5 พ.ค.2000 น้ำแข็งแอนตาร์กติกถล่มโลก



แม้กรณี “วายทูเค” ไม่ได้แผลงฤทธิ์มากนัก แต่หนังสือ “น้ำแข็ง 5/5/2000 : ภัยพิบัติขั้นสูงสุด” (5/5/2000 Ice: the Ultimate Disaster) ที่เขียนขึ้นโดย ริชาร์ด นูน (Richard Noone) เมื่อปี 1997 ก็สร้างความตื่นตระหนกได้อีกครั้ง ซึ่งเขาระบุว่าน้ำแข็งจากทวีปแอนตาร์กติกปริมาณมหาศาลที่มีความหนาถึง 5 กิโลเมตรนั้นจะทำให้โลกถึงหายนะไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตามก่อนวันที่ 5 พ.ค.2000



- ปี 2008 ผู้หยั่งรู้ทำนายโลกสิ้นสุดก่อนฤดูใบไม้ร่วง



จากหนังสือ “2008: พยานรู้เห็นคนสุดท้ายของพระเจ้า” (2008: God's Final Witness) ของ โรนัลด์ ไวน์แลนด์ (Ronald Weinland) ผู้นำนิกายคริสตจักรแห่งพระผู้เป็นเจ้า (God's Church) ที่เขียนเมื่อปี 2006 ว่า วันสุดท้ายของโลกมาถึงเราอีกครั้ง โดยหนังสือดังกล่าวประกาศว่า ผู้คนหลายร้อยล้านคนจะต้องเสียชีวิตก่อนสิ้นปี 2006 ทั้งนี้ผู้คนมีเวลามากสุดเพียง 2 ปีที่เหลืออยู่ ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนไปสู่ช่วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษย์



“ก่อนฤดูใบไม้ร่วงในปี 2008 สหรัฐฯ จะพังทลายด้วยอำนาจทำลายล้างของโลก และจะไม่มีชนชาติใดเหลือรอด” ข้อความในหนังสือระบุ โดยที่โรนัลด์ ไวน์แลนด์ ยกตัวเองให้เป็นผู้หยั่งรู้ของพระเจ้า



คำทำนายทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่ง livescience.com ได้รวบรวมและนำเสนอไว้ ก็หาได้เป็นจริงขึ้นมา ซึ่งยังคงเหลือคำทำนายเบื้องหน้าอันใกล้คือในปี 2012 ที่ดูเหมือนว่าจะรุนแรงร้ายกาจกว่าครั้งใดๆ และถ้าหากปี 2012 ผ่านไป โดยไม่เกิดอะไรร้ายแรง คงจะมีคำทำนายใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตามความเชื่อใน “วันสิ้นโลก”



ทว่า วัฏจักรของดวงอาทิตย์และโลกที่แท้จริงอาจจะยังอีกยาวนานกว่านี้หรือสั้นกว่าที่คิดนัก ทั้งหมดเกินกว่าที่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันจะสามารถคาดคะเนได้อย่างแม่นยำ



Credit Manager.co.th

นิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ผมประสพพบอยู่ในชีวิตประจำวัน

อุปนิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่คนไทยควรสังวร…














ในฐานะคนไทยที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่อยากจะเล่านิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่ให้คนไทยได้รู้จักกันหน่อย คนไทยที่ประเทศไทยคงคิดว่า คนจีนแผ่นดินใหญ่นิสัยก็คงเหมือนคนจีนในประเทศไทย คุณกำลังเข้าใจผิดอย่างแรง เพราะคนจีนในประเทศไทยได้รับการหล่อหลอมจากหลายวัฒนธรรมรวมทั้งวัฒนธรรมไทย แม้แต่คนจีนในเมืองไทยที่ยังมั่นคงในวัฒนธรรมจีนแท้ๆ ก็ยังได้รับผลบุญจากวัฒนธรรมจีนที่สั่งสอนกันมาถึง 2000 กว่าปี คำสอนของขงจื้อ ลัทธิเต๋า ศาสนาพุทธมหายาน การนับถือบูชาบรรพบุรุษ ยังมีการสืบทอดมาถึงลูกหลานคนจีนในเมืองไทย ถ้าให้เทียบแล้วคนจีนในเมืองไทยนิสัยเป็นยังไง ต้องเอาสิบคูณถึงจะเข้าใจนิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่













ด้วยเหตุที่ประเทศจีนปิดประเทศมานานในช่วงที่ท่านประธานเหมาเจ๋อตงนำการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์มาปกครองประเทศ ผมถือว่าไม่ได้เป็นช่วงเลวร้ายหรอก ถ้าศึกษาอุปนิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่จริงๆ ช่วงที่เลวร้ายและคนจีนอยากจะลืมประวัติศาสตร์หน้านี้ก็คือ ช่วงปฎิวัติวัฒนธรรม โดย แกงค์สี่คน ที่มีเจียงชิงภรรยาของท่านประธานเหมาเจ๋อตง นั่นแหละเป็นช่วงสูญญากาศของวัฒนธรรมจีนอย่างแท้จริง มีการเผาตำราเก่าโบราณ ตำราแห่งรากเหง้าศิลปและวัฒนธรรม ทำลายวัดวาอารามไม่ว่าของศาสนาอะไร ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามแม้กระทั่งลัทธิเต๋าเจอกันทั่วหน้า และที่น่ากลัว คือ การวิพากษ์คนและกล่าวหาผู้กระทำผิด รวมทั้งมีการให้ลูกหลานวิพากษ์และกล่าวหาพ่อแม่ของตนเองกลางชุมชน ทำให้สังคมครอบครัวซึ่งเป็นสังคมพื้นฐานถูกทำลาย การปฎิวัติวัฒนธรรมช่วงนี้กี่ปีผมจำไม่ได้ แต่ที่รู้ทำให้นิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่เปลี่ยนไป เป็นพวกประเภทชอบปัดความรับผิดชอบและไม่กล้ารับผิดชอบ เพราะถ้าเป็นในยุคนั้น อาจถึงตายได้เพราะถ้าไปรับผิดชอบสุ่มสี่สุ่มห้า กลายเป็นคนก้าวร้าว ไม่นับถือผู้มีอายุมากกว่า ลืมศิลปวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีจีนดีๆที่ปฎิบัติกันมา













นิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ผมประสพพบอยู่ในชีวิตประจำวัน เอาลักษณะเด่นๆมาเล่าสู่กันฟัง มีดังนี้


1. พูดเสียงดัง ผมว่าผมเป็นคนเชื้อสายจีนที่เกิดในเมืองไทยและพูดเสียงดัง จนบางทีเพื่อนผมมันรำคาญแล้วนะ แต่มาอยู่ที่ผมดูดีขึ้นเยอะ เป็นคนสุภาพขึ้น เพราะที่นี่ไม่รู้คุยอะไรกันดังหนักหนา เหมือนกับตะโกนใส่กัน ทุกครั้งที่ผมเข้าประชุมจะหูอื้อทุกที เพราะแย่งกันพูด แย่งกันคุยในขนาดเสียง 60 เดซิเบลอย่างต่ำ และถ้าคุณไปทานอาหารที่ภัตตาคาร หรือร้านอาหารกรุณาจองห้องส่วนตัว เพราะถ้าคุณนั่งในห้องรวม ไม่รู้โต๊ะข้างๆเอาเรื่องอะไรมาคุยกันได้มากมาย ขนเอาเรื่องจากที่ไหนมาพูดไม่รู้ เหมือนไม่ได้เจอกันมาสิบสิบปี ดังก้องไปทั้งร้าน เอาเป็นว่าคุณทานอาหารไป หูอื้อไป



2. เวลาพูดชอบมองจ้องและชี้หน้า ถ้าเป็นวัฒนธรรมไทยใครมาทำแบบนี้ ชกกันแล้วครับ ข่าวไทยรัฐแค่มองหน้าก็กลับบ้านเก่าแล้วมีให้เห็นบ่อยๆ แต่ที่นี่เวลาพูดกับคุณเขาจะจ้องคุณและชี้หน้าคุณ ไม่ได้หมายความว่า เขาเป็นศัตรูกับคุณมาแล้วหมื่นๆปี แต่เขาต้องการให้คุณรู้ว่า เขากำลังพูดอยู่กับคุณ และให้คุณตั้งใจฟังที่เขาพูด ไม่งั้นจะเดินมาพูดและพ่นน้ำลายรดหน้า เพราะภาษาจีนบางคำพูดแล้วน้ำลายกระเด็นออกมาถึงพูดชัด ไม่เชื่อคุณไปหัดเรียนดู



3. ไม่มีวินัยในการเข้าแถว อันนี้เมืองไทยดีกับเขาหน่อยเพราะสั่งสอนกันมาเป็นสิบๆปีแล้ว แต่ที่นี่แตกแถวตลอด หน้ากระดานเรียงหนึ่ง ผมมาใหม่เรียกแท็กซี่ปวดหัวประจำ เราเรียกตรงนี้ เขาไปดักข้างหน้า หรือไม่ไปยืนหน้าแท็กซี่คันที่เราเรียกพอแท็กซี่จอดให้เรา หรือพอเราเรียนรู้ทำแบบเขาบ้างเจอดีกว่า พอเราเรียกแท็กซี่จอด ใครไม่รู้มาจากไหนมายืนดักแท็กซี่คันที่จอดให้เรา แต่ที่แย่กว่าขณะที่เรากำลังทะเราะกับไอ้คนที่มาดักหน้าแท็กซี่คันที่เราเรียก ดันมีตาอยู่มาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่พูดพร่ำทำเพลงเปิดประตูแท็กซี่ขึ้นไปนั่งเฉย ให้ลงก็ไม่ลง มันบอกว่า ผมได้สิทธิไปแล้ว ทำแบบเกมส์เศรษฐีของคุณไตรภพเลย



4. ไม่รู้จักคำว่า เกรงใจ ทั้งๆที่มีคำว่า เกรงใจ ในภาษาจีนด้วย คุณเคยไปเลือกซื้อของไหม ของที่คุณกำลังเลือกกำลังจะซื้อ อยู่ๆก็มีคนมาแย่งไปจากมือ เคยเห็นไหมละ ที่นี่บ่อยๆ คำว่า “เกรงใจ” 不客气 อ่านว่า ปู้เค่อชี่ (BuKeQi) ส่วนมากใช้กับคนรู้จักหรือสนิทสนนกัน ส่วนมากใช้ตอนที่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นเท่านั้น แต่ถ้าคนแปลกหน้าอย่างหวัง ชาติหน้าตอนสายๆ


5. โลภมาก ไม่รู้จักคำว่าพอ เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจจะเนื่องจากประเทศเขาใหญ่ ประชาชนก็มีมาก เลยต้องแย่งกันทำมาหากิน และระบอบของรัฐยังไม่สามารถจัดสวัสดิการให้ถึงทั่วทุกคน จึงทำให้คนจีนส่วนใหญ่พยายามไขว่คว้าเพื่อหาหลักประกันของตน ประเทศนี้จึงมีเงินฝากมาก แต่ปัญหาที่เกิดคือพอมีแล้วไม่รู้จักพอ เศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองจีนเมื่อ 2-3ปีที่แล้วโดนรัฐบาลจีนจับไปเพราะความโลภ เศรษฐีอันดับหนึ่งของเซี่ยงไฮ้ ชิ่อ จูเจิ้งอี้ ที่คิดจะซื้อห้างสรรพสินค้า Super Brand Mall ของกลุ่มบริษัทซีพีของไทย ตอนนี้ก็นอนอยู่ในคุก แล้วตอนนี้กำลังสอบสวนฐานมีส่วนร่วมในการคอรัปชั่นเงินกองทุนประกันสังคม ที่ทำให้ผู้ว่าเซี่ยงไฮ้คนก่อนโดนปลดและถูกดำเนินคดีอยู่ แถมเมื่อ 2-3 วันศาลเมืองจีนลงโทษผู้คุมคุกที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการอยู่ในคุกตลอดจนทำเรื่องลดโทษให้เศรษฐีคนนี้เป็นเวลา 11 ปี เพราะโดนเศรษฐีคนนี้ซื้อไป


6. ทำงานไม่รับผิดชอบ นี่คือปัญหาใหญ่ในการทำงานที่นี่ ส่วนมากจะทำงานไม่รับผิดชอบ กัน เวลาเจอปัญหาจะเตะปัญหาออกจากตัวเป็นว่าเล่น และส่วนใหญ่ความผิดจะไปอยู่ที่คนที่ไม่อยู่ตอนนั้น หรือไม่อยู่ในที่ประชุม แถมยังLobbyกันให้โยนปัญหาอีกต่างหาก ผมว่าอันนี้อิทธิพลมาจากในช่วงปฎิวัติวัฒนธรรมที่เล่ามาข้างต้น และสั่งสอนสืบต่อกันมาจนเป็นพฤติกรรมที่ปฎิบัติกันทั่วไป


7. เอาความฉลาดไปใช้ในการโกงมากกว่าสร้างสรร อันนี้ทีเด็ดเอาเรื่องแบบเป็นตัวอย่างมาเล่าให้ฟังสักเรื่อง คุณเคยได้ยินพวกขายสินค้าให้กับทางห้างสรรพสินค้า หรือห้างพวกโลตัสหรือคาร์ฟูร์ที่เมืองจีนไหม ธรรมดาตอนเก็บเงินพวกขายสินค้าพวกนี้จะมารอทวงเงินกัน มากันเป็นร้อยๆบริษัท ซึ่งก็ต้องรอคิวกันบางวันติดต่อก็ได้เงิน บางวันโดนผลัดถ้ดไปเป็นวันอื่นๆ ทางห้างเห็นคนมามากก็เลยทำเครื่องจ่ายบัตรคิว แต่ก็มีคนขายสินค้าบางคนหัวใส ตื่นเช้ามากดบัตรคิวเอาไว้ขาย 100 ใบ ใบละ 10 หยวนและขายหมดด้วยเพราะคนไม่อยากรอกัน ตกลงวันนั้นทวงเงินไม่ได้ก็มีเงินติดกระเป๋ากลับบ้าน 1000 หยวนเทียบเงินไทยก็ 5000 บาท รายได้ดีไหม ปัญหาคือผู้ค้าสินค้ารายอื่นไม่ยอมเสียเปรียบไปร้องหนังสือพิมพ์ แต่กลายเป็นว่า ไปลงว่าห้างขายบัตรคิวทั้งๆที่ไม่ใช่ห้างทำ ห้างนั้นก็เลยเสียชื่อไป ยังมีเรื่องอื่นทำนองนี้อยู่เยอะ


วันนี้เอาแค่นี้ก่อนเพราะยังมีอีกเยอะแต่กลัวความเรียงจะยาวเกินไป พยายามหาข้อมูลมาบอกเพื่อให้เข้าใจคนจีนแผ่นดินใหญ่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นทุกๆคนหรอกนะ .

การทำนา

วิธีการทำนา ขั้นตอนการทํานาโยน การทํานาแบบโยนกล้า - วิธีการปลูกข้าวแทนดำนา ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น


การปลูกข้าวโดยวิธีการโยนกล้า (parachute)



การพัฒนาการทำนา โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมได้อย่างเหมาะสม ทำให้การทำนาในเขตชลประทานได้ผลผลิตสูงกว่าในเขตนาน้ำฝนของประเทศ และสามารถผลิตข้าวได้มากกว่าปีละ 1 ครั้ง เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวโดยวิธีการหว่านน้ำตม ใช้พันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุสั้น เก็บเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องเกี่ยวนวด ดยเฉพาะพื้นที่นาชลประทานในภาคกลาง ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์สูง ซึ่งปัจจุบันราคาเมล็ดพันธุ์กิโลกรัมละ 20-23 บาท และเมล็ดพันธุ์ดีก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้การทำนาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น 2 ปี 5 ครั้ง หรือ ปีละ 3 ครั้ง ย่อมส่งผลกระทบถึงสภาพแวดล้อม เช่น ปัจจุบันการทำนาในภาคกลางประสบกับ ปัญหาข้าววัชพืช ระบาดอย่างรุนแรง เกษตรกรที่ทำนาแบบหว่านน้ำตม ส่วนหนึ่งเปลี่ยนวิธีการทำนาเป็นการปักดำด้วยเครื่องปักดำเพื่อควบคุมปริมาณข้าววัชพืช ปัญหาที่ตามมาก็คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถเตรียมดินให้เหมาะสมกับการทำงานของเครื่องปักดำได้ และอัตราค่าปักดำค่อนข้างสูงคือ ไร่ละ 1,100-1,200 บาท (รวมเมล็ดพันธุ์ข้าว) วิธีการปลูกข้าวแบบโยนกล้า เป็นการทำนาแบบใหม่ที่สามารถนำมาใช้แทนการปักดำด้วยเครื่องได้



แนะนำให้เป็นทางเลือกในพื้นที่

1. พื้นที่ปัญหาข้าววัชพืชมาก

2. ผลิตในศูนย์ข้าวชุมชนหรือไว้ใช้เองได้

3. ผลิตข้าวอินทรีย์ เพื่อควบคุมข้าววัชพืช

4. ประหยัดเมล็ดพันธุ์



เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าแต่ได้ผลผลิตไม่ตกต่างจากการปักดำด้วยเครื่องหรือการหว่านน้ำตม แต่สามารถควบคุมวัชพืช โดยเฉพาะข้าววัชพืช ที่กำลังระบาดอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ในภาคกลาง



ตาราง 1 เปรียบเทียบต้นทุน (บาท/ไร่) ของการปลูกข้าวปทุมธาน ี1 ด้วยวิธีการปลูกแบบต่างๆ


(ไม่รวมค่าสารเคมีป้องกันกำจัดโรค แมลง และน้ำมันสูบน้ำเข้านา) /ปรับปรุงจาก นิตยาและคณะ, (2549)

ขั้นตอนการทำนา หว่านน้ำตม นาดำ โยนกล้า





การตกกล้า

ตกกล้าในกระบะเพาะกล้าที่มีลักษณะเป็นหลุม ตามลำดับดังนี้

1. ใส่ดินในหลุมประมาณ ครึ่งหนึ่งของหลุม

2. หว่านเมล็ดข้างงอกลงในหลุมโดยใช้อัตรา 3-4 กก./ 60-70 ถาด/ไร่

3. ใส่ดินปิดเมล็ดพันธุ์ข้าว ระวังอย่าให้ดินล้นออกมานอกหลุม เพราะจะทำให้รากข้าวที่งอกออกมาพันกัน เวลาหว่านต้นข้าวจะไม่กระจายตัว

4. หาวัสดุ เช่นกระสอบป่าน คลุมถาดเพาะ เพื่อเวลารดน้ำจะได้ไม่กระเด็น รดน้ำเช้า เย็น ประมาณ 3-4 วัน ต้นข้าวจะงอกทะลุกระสอบป่าน ให้เอากระสอบป่านออก แล้วรดน้ำต่อไป จนกล้าอายุ 15 วัน

5. นำกล้าที่ได้ไปหว่านในแปลงที่เตรียมไว้ ให้สม่ำเสมอ การตกกล้า 1 คน สามารถตกได้ 2 ไร่ (140 กระบะ) /วัน



การเตรียมแปลง

ไถดะครั้งที่ 1 หลังเก็บเกี่ยวข้าวปล่อยแปลงให้แห้งประมาณ 15-30 วัน แล้วปล่อยน้ำเข้าพอให้ดินชุ่มประมาณ 5-10 วัน เพื่อให้วัชพืชและเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นในดินงอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อนเสียก่อนจึงไถดะครั้งที่



ไถแปร หลังจากการไถดะครั้งที่ 1 แล้ว ปล่อยทิ้งไว้ 10-15 วันโดยรักษาระดับน้ำเพียงแค่ดินชุ่ม เพื่อให้เมล็ดวัชพืชและเมล็ดข้าวที่หลงเหลืออยู่งอกขึ้นมาอีกแล้วจึงไถแปร



คราดหรือทุบ หลังจากการไถแปรครั้งที่ 2 แล้ว ปล่อยทิ้งไว้ 10-15 วันโดยรักษาระดับน้ำเพียงแค่ดินชุ่ม เพื่อให้เมล็ดวัชพืชและเมล็ดข้าวที่หลงเหลืออยู่งอกขึ้นมาอีกแล้วคราดหรือทุบจะช่วยทำลายวัชพืชได้มาก หรือหลังจากไถดะ ไถแปรและคราดเสร็จแล้วเอาน้ำขังแช่ไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกหญ้าที่เป็นวัชพืชน้ำ เช่น ผักตบ ขาเขียด ทรงกระเทียม ผักปอดและพวกกกเล็ก เป็นต้น งอกขึ้นเสียก่อน เพราะเมล็ดวัชพืชปกติจะงอกภายใน 5-7 วันหลังจากน้ำนิ่งโดยเฉพาะนาที่น้ำใส เมื่อลูกหญ้าขึ้นแล้วจึงคราดให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ลูกหญ้าก็จะหลุดลอยไปติดคันนาทางใต้ลม ก็จะสามารถช้อนออกได้หมด เป็นการทำลายวัชพืชวิธีหนึ่ง



สำหรับผู้ที่ใช้ลูกทุบหรืออีขลุก ย่ำฟางข้าวให้จมลงในดินแทนการไถ หลังจากย่ำแล้วควรจะเอาน้ำแช่ไว้ให้ฟางเน่าเปื่อยจนหมดความร้อนเสียก่อนอย่างน้อย 3 สัปดาห์แล้วจึงย่ำใหม่ เพราะแก๊สที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของฟางจะเป็นอันตรายต่อต้นข้าวจะทำให้รากข้าวดำไม่สามารถจะหาอาหารได้



ระบายน้ำออกเพื่อปรับเทือก ปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ เมื่อคราดแล้วจึงระบายน้ำออกและปรับเทือกให้สม่ำเสมอ กระทำได้ด้วยการใช้น้ำในนาเป็นเครื่องวัด โดยให้น้ำในนามีระดับเพียงตื้นๆ ขนาดเพียงท่วมหลังปูก็จะเห็นว่าพื้นที่นาราบเรียบเพียงใดอย่างชัดเจน เมื่อเห็นว่าส่วนใดยังไม่สม่ำเสมอก็ควรจะปรับเสียใหม่ การปรับพื้นที่นาหรือปรับเทือกให้สม่ำเสมอจะทำให้ควบคุมน้ำได้สะดวก



การโยนกล้า ให้มีน้ำในแปลงประมาณ 1 ซม. นำกระบะกล้าข้าวที่มีอายุ 15 วัน ไปวางรายในแปลงที่เตรียมไว้ให้กระจายสม่ำเสมอ อัตรา 60-70 กระบะต่อไร่ จากนั้นคนที่จะโยนกล้าจะหยิบกระบะกล้ามาวางพาดบนแขน แล้วใช้มือหยิบกล้าข้าวหว่านหรือโยนในแปลง โดยโยนให้สูงกว่าศรีษะ ต้นกล้าจะพุ่งลงโดยใช้ส่วนรากที่มีดินติดอยู่ลงดินก่อน การหว่านกล้า 1 คน สามารถหว่านได้วันละ 4- 5 ไร่ จับต้นกล้า 5 - 15 หลุม โยนตวัดมือขี้นหนือศีรษะ ต้นกล้าจะพุ่งดิ่งลง



การดูแลรักษาระดับน้ำ วันหว่านกล้าให้มีน้ำในแปลงประมาณ 1 ซม. (ท่วมหลังปู) หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน ต้นข้าวตั้งตัวได้แล้ว สามารถเพิ่มระดับน้ำให้อยู่ที่ระดับครึ่งหนึ่งของต้นข้าว หรือประมาณ 5 ซม. เพื่อการควบคุมวัชพืช



การเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวข้าวที่ระยะที่เหมาะสม คือหลังจากข้าวออกดอก (75 %) แล้ว 28-30 วัน จะมีความชื้นประมาณ 22 % กรณีไม่ถูกฝนช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะเกิดความสูญเสียทั้งด้านปริมาณและคุณภาพน้อยที่สุด จะทำให้ได้ข้าวที่มีน้ำหนักดีที่สุด มีการร่วงหล่นและสูญเสียขณะเก็บเกี่ยวน้อยที่สุด ผลผลิตมีคุณภาพดี ข้าวที่เก็บไว้สีเป็นข้าวมีคุณภาพการสีสูง ข้าวที่เก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานอย่างน้อย 7-9 เดือน เสื่อมความงอกช้า



ข้อได้เปรียบของวิธีการโยนกล้าเปรียบเทียบกับการปักดำและหว่านน้ำตม

1. แปลงที่มีลักษณะหล่มก็สามารถเตรียมแปลงเพื่อการหว่านต้นกล้าได้ แต่ไม่สามารถปลูกโดยวิธีการปักดำด้วยเครื่องปักดำได้ เนื่องจากเครื่องจะติดหล่ม

2. ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์น้อยกว่าการหว่านน้ำตมและการปักดำ

3. สามารถควบคุมและลดปริมาณวัชพืชและข้าววัชพืชได้ดีกว่าการทำนาหว่านน้ำตม

4. ลดการสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูข้าวเมื่อเทียบกับการหว่านน้ำตม



เอกสารคำแนะนำ การปลูกข้าวด้วยวิธีโยนกล้า สำนักส่งเสริมการเผลิตข้าว กรมการข้าว 2551

ที่มา ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น

10 ประเด็นที่ทำให้คนไทยล้าหลัง…ในมุมมองของ วิกรม กรมดิษฐ์

วันนี้ชวนมาอ่าน มาฟังคนไทยวิจารณ์คนไทย จาก คนดังที่มีแนวคิดตัวเองสุดโต่งคนหนึ่ง คือ คุณ วิกรม กรมดิษฐ์!!! ครับ

ประเด็นที่เขานำเสนอที่จริงมีหลายคนพูดถึงแล้วในหลายหัวข้อ สมัยก่อนผมทำงานกับคนญี่ปุ่น ราว 10 กว่าปี ก็เคยมี ดร.ท่านหนึ่ง ท่านคุยถึงเรื่องนี้ (ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์) เวลาผ่านไป 10 ปี พอคุณวิกรมกลับมาพูดอีกรอบ (แถมมีประเด็นมากขึ้น) ก็เลยชวนให้อยากเอามาฝาก ที่จริงแล้วประเด็นเหล่านี้ รัฐน่าจะขยับตัวได้แล้ว เพราะไม่ใช่เรื่องที่คนไม่กี่คนเห็น แต่น้อยคนที่กล้าพูดตรงๆ ครับ


10 ประเด็นที่ทำให้คนไทยล้าหลัง…ในมุมมองของ วิกรม กรมดิษฐ์




วิกรม กรมดิษฐ์

ออกอากาศทางวิทยุ อสมท.

รายการซีอีโอวิชั่น

10-11 มกราคม 2550



[01]

คนไทยรู้จักตัวตนของเราเองต่ำมาก

กล่าว คือ รู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะมีสำนึกต่อสังคมส่วนรวมสูงมาก



ของเราจะไม่คำนึงถึงส่วนรวม แต่จะเป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา จนทำให้เกิดวัฒนธรรมสืบทอดกันมายาวนาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจทุกระดับชั้น จนมีคำพูดว่า ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ทุกคนแสวงหาอำนาจเพื่อจะตักตวงเพราะความไม่รู้จักตัวตน ไม่รู้จักประเทศของตัวเองเช่นนี้แล้ว ทำให้ประเทศชาติของเราล้าหลังไปเรื่อย ๆ



[02]

การศึกษาของไทยยังไม่ทันสมัย

สอนให้คนเห็นแก่ตัวมากกว่า ขาดจิตสำนึกต่อสังคม แม้แต่ภาษาคนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้เราขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ ประเทศอื่น ๆ รู้จักคนไทยน้อยมาก เพราะคนไทยไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น เพราะคุณภาพการศึกษาของเราไม่ทันสมัย จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า



[03]

คนไทยมองอนาคตไม่เป็น

เท่าที่สังเกตเห็นว่าคนไทยกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคต แบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ น้อยนักที่จะวางแผนให้ตัวเองอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคต สะสมความสำเร็จไปอย่างเป็นลำดับ หรือเป็นเพราะไม่กล้าฝัน หรือไม่มีความฝันก็ไม่แน่ใจ และชอบพึ่งสิ่งงมงาย โชคชะตา พอใจทำงานแบบตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำให้ประสิทธิภาพของเราไม่ทันกับการแข่งขันระดับโลก



[04]

คนไทยไม่ค่อยจะจริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่

การรับปากของเรามักทำแบบผักชีโรยหน้า หรือเกรงใจ แต่ทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติจะพบว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น หรือยุโรป คนเขาจะให้ความสำคัญกับสัญญาข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตในการเชื่อถือด้านนี้ลงไปเรื่อย ๆ



[05]

การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่

ประเทศของเรากระจุกตัวความเจริญเฉพาะในเมืองใหญ่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกล จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชน ในต่างประเทศ การสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ห่างไกล แต่มีองค์ประกอบอื่น ๆ สนับสนุนเขาก็ลงทุน การสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค จะเป็นประโยชน์ ทำให้เป็นการลดต้นทุนในการดำเนินการทางธุรกิจอย่างมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม



[06]

การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็งและดำเนินอย่างไม่ต่อเนื่อง

สังคมไทยชอบทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง อาจได้ยินกรณีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารก็ตาม จะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง



[07]

สังคมไทยชอบอิจฉาตาร้อน ไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ และชอบเลี่ยงเป็นศรีธนญชัย เมื่อจนตรอก ในวงการเราจะพบกระแสของคนประเภทนี้ปะปนมากขึ้น

จะเพราะเป็นเพราะสังคมเรายอมรับ หรือยกย่องคนที่มีอำนาจ มีเงิน แต่ไม่มีใครรู้ภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอดหน้าตาเฉย คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่าผู้ก่อการร้ายเสียอีก เพราะทำความเสียหายต่อบ้านเมืองมากกว่า และจะเป็นประเภทดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทำให้คนดีไม่กล้าจะเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว



[08]

เอ็นจีโอบ้านเราค้านลูกเดียว

ทำให้เราเสียโอกาสในการพัฒนา เพราะเอ็นจีโอบางกลุ่มที่อิงผลประโยชน์อยู่ ถ้าจะพูดกันแบบมีเหตุผล ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เอ็นจีโอดี ๆ ก็มี แต่บ้านเรามีน้อย กรณีน้ำท่วมเพราะไม่มีเขื่อนรองรับเพียงพอ พอเกิดน้ำท่วม พวกที่ค้านจะแสดงความรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาล เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริง ๆ ไม่ได้พูดกัน



[09]

คนไทยอาจจะไม่พร้อมในเวทีโลก

เพราะไม่ถนัดภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาตัวเอง

ทำให้โลกภายนอกไม่รู้จักคนไทยเท่าที่ควร และการจัดการตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลก ของเราขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดี ทำให้เราสู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้



[10]

คนไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น

ปัจจุบันเด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเอง ขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม



คุณวิกรมแสดงความเห็นว่า การอบรมเยาวชนมาจาก 3 ทาง

-หนึ่งภายในครอบครัว

- สองจากโรงเรียน

- และสามจากสังคม หรือสื่อสารมวลชน



ในส่วนนี้พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบ เพราะถ้าหากสื่อมวลชนทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง หรือเพื่ออำนาจต่อรองเท่านั้น และสังคมปราศจากสื่อที่จะทำหน้าที่นำเสนอสาระที่เป็นความจริง โดยไม่มอมเมาบิดเบือนแล้ว เมื่อนั้นสังคมจะวิบัติมากยิ่ง ๆขึ้นอีกต่อไป



วิกรม กรมดิษฐ์

ออกอากาศทางวิทยุ อสมท.

รายการซีอีโอวิชั่น

10-11 มกราคม 2550



………………



ประเด็นหลักๆมีที่คุณวิกรมไม่ได้พูดถึง คือ คนไทย มักไม่ค่อยอยากจะยอมรับนัก เมื่อมีคนมาวิจารณ์ตนเอง ถึงแม้จะเป็นคนไทยด้วยกันเอง และบอกล่วงหน้าได้ว่า เมื่อหลายคนอ่านเสร็จแล้ว ก็จะมีคนบางคนคิดว่า



1. “ไม่เกี่ยวกะฉัน ใครมีหน้าที่ก็ทำไปแล้วกัน”

(ประเด็นนี้จบเลยครับ อย่างน้อยให้รู้ไว้ แล้วสักวันถ้ามีโอกาสมาช่วยกันยังดีเสียกว่า ยังพอมีความหวังในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของชาติมั่ง)



2. “แล้วคนพูด เขาเป็นใคร วิเศษขนาดไหน ดีมาจากไหน มันก็แค่… ฯลฯ”

(ประเด็นนี้พอคิดมุ่งโจมตี”ผู้พูด”ก่อนว่า ดีนักหรือที่มาวิจารณ์เรา ก็จะเกิดอคติ แล้วก็เลือกที่จะไม่รับข้อมูลเลยก็มี หากจะลองพิจารณาเฉพาะประเด็น ผมเชื่อว่ามันก็มีประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว)



3.”ที่บอกมาไม่ใช่ไทยเท่านั้น ชาติอื่นๆ ก็เป็น มันเป็นเรื่องธรรมชาติ”

(บอกปัดไปเลยอีกแล้วผ่าน เลิกคิด ประเด็นที่พูดถึงก็จะถูกละเลย โดยไม่ได้มองถึงวิธีการที่จะมาช่วยกันปรับปรุงให้กับคนรุ่นต่อไปของชาติ)



4. “คิดแบบนี้ เท่ากับดูถูกชนชาติไทยของเราเอง คนไทยหรือเปล่า”

(เปิดประเด็นแบบนี้ ทะเลาะกันไปเลย ไม่ต้องมาคิดเรื่องว่าประเด็นต่างๆนี้ จะต้องปล่อยผ่านไปอีกกี่ปี หรือจะรอให้มันยิ่งสายไป)



อย่างน้อยที่สุดก็ขอฝากประเด็นเหล่านี้ไว้สักวันจะได้มีโอกาสผลักดันให้เกิดอะไรดีดี

ช่วงเวลานี้เราก็ดูแลเยาวชนในครอบครัว ในมือของเราให้อย่าเป็นใน 10 ข้อนี้ ก็จะถือว่าเป็นประโยชน์ครับ



ปัจจุบันเยาวชนเรากำลังขาดภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ และตกอยู่ในการครอบงำของสื่อรอบตัวได้ง่าย ขาดความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง ถ้าปล่อยแบบนี้ ลูกเราก็เป็นได้แต่ขี้ข้าเขา เพราะไม่รู้จักคิดเอง ไม่เคยทำอะไรนอกกรอบ ไม่เคยทดลองผิดลองถูกและพัฒนาจากความผิดพลาด



เราจำเป็นต้องฝึกให้เขา แพ้เป็น เอาตัวรอดจากความผิดหวัง จากวัตถุนิยมได้ มีวินัย มีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต และมีจิตสำนึกของการดำเนินชีวิต



ฝากถึงกันครับ

Friday, March 11, 2011

การปลูกยางพารา แหล่งจำหน่ายต้นกล้ายางพารา

การทำธุรกิจสวนยาง มีความเสี่ยงต่ำให้ผลประกอบการสูงแต่ทั้งนี้ต้องวิเคราะห์ปัจจัยหลาย ๆ ด้านของการผลิตทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่


1. ศึกษาวิเคราะห์ถึงสภาพดินจะที่เพราะปลูกเมื่อทราบว่าลักษณะดินเป็นอย่างไรในเบื้องต้นแล้วจะง่ายต่อการคัดสายพันธุ์ของยางพาราที่จะนำมาปลูก

2. การคัดเลือกสายพันธุ์ต้องศึกษาดูถึงภูมิอากาศและสภาพความลาดเอียงของแปลงเพาะปลูก โดยเฉพาะสายพันธุ์นั้นต้องมีความแน่ใจที่รับรองโดยกรมวิชาการ ไม่ใช่กิ่งตาสอย หรือไม่ได้คุณภาพ

3.ขั้นตอนในการปลูกต้องให้ได้มาตรฐานโดยทั่วไป

4.การดูแลรักษาในระยะเริ่มต้นอาจจะต้องใช้ระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี

ผลผลิตเสริมและกำไรที่คาดว่าจะได้รับ

การปลูกยางพารานั้นในช่วง1-3 ปีแรกนั้นเราสามารถที่จะปลูกพืชอื่นเสริมทดแทนได้ เช่น ข้าวโพด ถั่ว พืชล้มลุกที่ใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ได้ ในช่วงนี้เราสามารถมีอาชีพเสริมพลาง ๆ ก่อนได้ที่ยางจะเปิดกรีดซึ่งต้องใช้เวลา ถึง 5 ปี

มีบางพื้นที่เริ่มนำกล้วยไม้ไปปลูกในร่องสวนในขณะที่เปิดกรีดได้แล้วก็มี เมื่อกรีดจนครบกำหนดประมาณ 15-18 ปี ไม้ยางนั้นสามารถขายได้ คิดประมาณการต่อไร่ 60000-80000 บาท จะเห็นได้ว่าพืชเศรฐกิจยางพาราสามารถนำมาสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นทุก ๆ กระบวนการ ไม่เพียงแต่ให้ผลผลิตราคาน้ำยาง หรือยางแผ่นเท่านั้น (ตอนนี้ราคา กก.ล่ะ 110) และนักวิเคราะห์คาดว่าแนวโน้มตลาดโลกต้องการมากขึ้นและอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย อนาคตจะไปได้ดี

รับ สวนโซเฟีย จำหน่าย เพาะพันธ์


1. ขายกล้ายางพารา

2. ยางชำถุง เพาะเมล็ดในถุง พันธุ์ RRIM 600 , RRIT 251, PB235 , 600ยอดดำ

3. ราคาต้นละ 18-25 บาท



ยางพาราชำถุง พันธุ์ RRIM 600, RRIT 251



- 1 ฉัตร ราคาต้นละ 30-35 บาท

- 2 ฉัตร ราคาต้นละ 35 - 38 บาท



รับจองยางพาราชำถุง ,เพาะเมล็ดในถุง ส่งมอบ ปี 2554



1. ยางพาราชำถุง RRIM600 RRIT 251 ราคาต้นละ 20-25 บาท (ส่งมอบประมาณ พ.ค. - มิ.ย.-ก.ค. - ส.ค. 54)



2. ยาง ตอตาเขียว RRIM600 RRIT 251 ราคาต้นละ 15-18 บาท (ส่งมอบ ก.พ. - มี.ค. 54)



สถานที่รับสินค้า : อำเภอมะขาม อำเภอเมือง อำเภอคิชกูฎ จ.จันทบุรี

บริการส่งถึงที่ ต้องเพิ่มราคาขนส่ง
ต้นกล้ายางพาราปักษ์ใต้ ส่งทั่วประเทศ รีบจองวันนี้ จำนวนจำกัด!



ประเภท ต้นกล้ายางพารา พันธ์ 600,251,235 จากปักษ์ใต้

รายละเอียด มีพันธุ์กล้ายาง 600,226,251 และ 235 ตาเขียวและยางชำถุง จากปักษ์ใต้ ของแท้ 100 % ใว้บริการท่านเกษตรผู้สนใจ ที่มาจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและภาคตะวันออก กรุณาติดต่อ บริษัท ซี.พี. เกษตรตะวันแดง ทางบริษัทฯ มีความมั่นใจว่าท่านจะได้รับในสิ่งที่ท่านต้องการดังต่อไปนี้ 1.ต้นกล้าพันธุ์ที่มีคุณภาพจากปักษ์ใต้ของแท้ ดำเนินงานโดยเกษตรกรและนักวิชาการตัวจริงเสียงจริงจากภาคใต้ 2.เกษตรกรไม่ต้องจ่ายค่าขนส่งเพื่อไปรับต้นกล้าที่ภาคใต้เรามาบริการถึงที่นี่แล้ว 3.เกษตรกรสามารถซื้อได้ในจำนวนมากในราคาที่เท่ากับภาคใต้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อต้นกล้าและค่าขนส่ง 4.ผู้สนใจจะมีแปลงต้นกล้ายางพาราและสินค้าอื่นเพื่อทำเป็นธุรกิจติดต่อได้ที่ ....สายตรง โทร: 089-780-0515 หรือ

Sunday, October 10, 2010

ปู่ขาบ (ปู่สถิตย์ภูมิ)

ถ้าจะสืบสาวเรื่องราวความเป็นมาของใครสักคน มันอาจจะง่ายอย่างยิ่งสำหรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะชีวประวัติของบุคคลสำคัญของประเทศในสังคมเมืองใหญ่

แต่ถ้าจะสืบสาวหาประวัติเรื่องราวความเป็นมาของใครสักคน ในแถบถิ่นชนบท โดยสืบหาจากคำบอกเล่าของผู้ที่ได้รู้จัก และเกี่ยวข้อง มันช่างยากยิ่ง ยิ่งเสียกว่า "งมเข็มในมหาสมุทร" ที่โบราณว่าเสียอีก เพราะเหตุที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่องราวได้จากโลกนี้ไปแล้วเกือบยี่สิบปี

"ปู่ขาบ" แห่งหมู่บ้านปากตนสืบเชื้อสายมาจากที่ใด ไม่มีประวัติที่แน่ชัด แม้แต่เมียและลูกของท่านที่มีชีวิตอยู่ก็ไม่สามารถสืบรู้ได้

ท่านเป็นปู่แท้ๆ ของผม ย่าคิดว่าปู่มาจากบ้านเขาแก้ว อำเภอลาสกา ในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนแม่บอกว่า ปู่เคยเล่าให้ฟังก่อนเสียชีวิตว่า ปู่มาจากหมู่บ้านท่าช้าง ซึ่งเป็นเขตอำเภอเมืองในอดีต พูดกันไปพูดกันมา เลยมาลงเอยที่ว่า ปู่เป็นคนท่องเที่ยว เดินทางไปทั่ว ได้มาเป็นเขยที่หมู่บ้าน "ปากตน" ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม...

เรื่องราวแท้จริงจะเป็นอย่างไร ปู่จะเป็นนักท่องเที่ยวผจญภัย หรือใครกันแน่ ผมเลยสืบหา เรื่องราวเหล่านั้นจากคนรุ่นหลัง ที่เป็นกุญแจสำคัญในการเล่าชีวิตของปู่...

ปู่ของผมเป็นบุคคลที่ผู้คนมากมายที่ในและนอกหมู่บ้านรู้จักกันทั่วในครั้งอดีต ทั้งพระภิกษุสงฆ์ผู้เฒ่าชรา หรือ คนเฒ่าคนแก่ของยุคก่อนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ผมเดินทางไปสู่หมู่บ้านอื่น เขาถามว่าผมมาจากไหน เป็นลูกหลานของใคร เพียงผมเอ่ยบอก ก็เป็นอันรู้ทั่วกันว่าผมเป็นหลาน "เณรขาบ" (ใครที่เคยบวชเป็นพระภิกษุมาก่อน เมื่อลาสิกขาแล้ว ทางใต้บางพื้นที่ เขาจะเรียกขาน คำนำหน้าชื่อว่า "เณร" เสียส่วนมาก)

ชื่อ "ขาบ" เป็นชื่อที่ไม่ค่อยจะมีใครนิยมใช้กันมากนัก ตั้งแต่เกิดมา และแม้ทุกวันนี้คนชื่อ "ขาบ" ผมเองก็ได้ยินชื่อนี้ไม่กี่คน

เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของปู่ขาบ ผมได้ฟังมาจากที่แม่เล่าเสียส่วนมาก แม่ว่าช่วงที่ปู่ป่วยหนัก แม่จะอยู่เฝ้าไข้ปู่อยู่ตลอด และช่วงนั้นเองที่ปู่เล่าประวัติของตัวปู่เองให้แม่ได้จดจำไว้

แม่บอกว่า ปู่ขาบมาจากหมู่บ้านท่าช้าง เดินทางไกลไปทั่ว กับพระธุดงค์ สายวัดป่า ปู่ขาบเคยบวชเป็นสามเณรตั้งแต่เด็ก เป็นเณรน้อยรับใช้ปรนนิบัติพระธุดงค์

สมัยนั้น หมู่บ้านเกือบทุกแห่งเป็นป่ารกทึบ ปู่ผมเกิดในยุคตอนปลายขององค์ "พระพุทธเจ้าหลวง" ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ของเรา ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศสยามกำลังเดินไปสู่อารยประเทศ



หลังจากอายุครบที่จะบวชเป็นพระภิกษุ ปู่ผมก็ได้รับการอุปสมบทบวชเป็นพระภิกษุ หลังจากนั้นไม่นานปู่ก็ลาสิกขาออกมา แล้วก็เดินทางไปเรื่อยตามประสาคนหนุ่มนักเดินทาง อาศัยอยู่กับวัดกับวา ระหว่างนั้นก็เลี้ยงวัวฝูงใหญ่ ต้อนไปแถบภูเขาใหญ่ ในยุคนั้น เป็นยุคแสวงหาถิ่นฐาน ทุกคนมีสิทธิจับจองที่ดินได้หลังจากมีการประกาศเลิกทาสมาหลายปีแล้ว ปู่เดินทางมาจับจองที่ดินแถบหมู่บ้านของผมปัจจุบัน

สมัยก่อน การจับจองที่ดินนั้น เขาจะมีไม้ปักเป็นเขตแดนแทนรั้ว หรือไม่ก็ปลูกมะพร้าว หรือไม้ยืนต้นเนื้อแข็ง เพื่อจับจองเป็นเจ้าของสิทธิ

ปู่ขาบของผมมาสร้างหลักปักฐานที่หมู่บ้าน แล้วก็เป็นเขยในหมู่บ้านกับย่าหลวง ซึ่งเป็นเมียคนแรกของปู่ หลังจากมีลูกสาวสองคน ซึ่งเป็นป้าสาวของผม ไม่นานย่าหลวงก็เสียชีวิตด้วยโรคไข้ป่า หลังจากนั้นปู่ก็ได้อยู่กินกับย่าแท้ๆ ของผม ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของย่าหลวง เหตุที่ย่าต้องอยู่กินกับปู่ แม่แอบกระซิบกับผมว่า "ย่าถือกำเนิดเป็นหญิง เกิดวันอังคาร ซึ่งคนสมัยนั้นเขาถือตามลักษณะราศีอะไรสักอย่าง..แล้วพ่อเฒ่าแม่เฒ่าของย่าก็ยกย่าให้กับปู่ บ้างว่าเพื่อรักษาที่ดินไม่ให้กระจัดกระจายออกไป ปู่กับย่าได้อยู่ด้วยกันและมีลูกชายสองคน คือพ่อลุง ซึ่งเป็นพี่ชายของพ่อ และตัวพ่อของผมเอง...



แม่เล่าว่า เมื่อก่อนปู่ของผมไม่ใช่นามสกุลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เมื่อก่อนปู่ขาบท่านนามสกุล "สถิตย์ภูมิ" ต่อมาเปลี่ยนเป็น "กาธิกาล"

"สถิตย์ภูมิ" แปลว่า "ตั้งไว้บนแผ่นดิน" ผมชอบคำๆนี้ เหตุที่ปู่ต้องเปลี่ยนนามสกุลมีเรื่องเล่าว่า พ่อเฒ่าหลวงศรีใหม่" จะยกที่นาให้แก่ปู่ แต่ต้องมีข้อแม้ว่า เมื่อได้ที่นาแล้ว ปู่ต้องเปลี่ยนนามสกุลเป็น "กาธิกาล" ปู่ผมจึงรับปากรับคำ และแล้วนามสกุล "กาธิกาล" ก็สืบทอดมาถึงผม ปู่เคยบอกเหตุผลกับแม่ว่า เหตุผลที่เปลี่ยนเพราะว่า นามสกุล "สถิตย์ภูมิ" มีคนใช้กันมากแล้ว ถ้าเปลี่ยนคงไม่เป็นไร




...ตั้งแต่เด็กผมมักจะได้ยินปู่สวดมนต์เกือบทุกเช้าค่ำ ผมมารู้จากแม่ภายหลังว่า ปู่เป็นคนเก่งแก่เรียน สามารถอ่านเขียนพระบาลีที่เป็นตัวอักษรขอมได้ เพราะปู่อยู่กับวัดกับวา มาตั้งแต่เด็กๆ...

เรือนข้าวหลังใหญ่ปัจจุบันที่อยู่หลังบ้านนั้น แม่ว่าเคยเป็นที่พักที่ปู่สร้างไว้ให้พระภิกษุสงฆ์ที่เป็นพระอาจารย์และพระภิกษุอื่นๆ ได้อยู่พักจำวัดที่นั้น ถ้าได้ผ่านจาริกมา

ผมไม่ค่อยมีความจรงจำอะไรมากนักเกี่ยวกับตัวปู่ ในสมัยเป็นเด็ก ทุกครั้งผมขึ้นไปบนเรือนที่มีหิ้งพระตั้งอยู่ ผมมักจะมองไปที่ไม้เท้า ตาไม้เป็นตะปุ่มตะป่ำ เป็นไม้เนื้อแข็ง ที่ปู่ไว้เดินค้ำกายในช่วงที่ท่านอายุมากแล้ว

ปู่มาและไปดั่งสายลม ถ้าตอนนี้ในขณะที่ผมโตเป็นหนุ่ม และปู่ผมอยู่ทันได้เห็นผมเป็นอยู่ขณะนี้ ปู่คงจะดีใจไม่น้อยที่หลานชายของปู่คนนี้ก็เป็นนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกับปู่เหมือนกัน

แม่บอกว่า ถ้าปู่ทันได้เห็นผมบวชทั้งเป็นสามเณร และเป็นพระภิกษุ อยู่ในร่มพระศาสนา ของพระพุทธองค์ ปู่คงจะปลื้มใจเป็นอันมาก เพราะปู่เป็นคนชอบสนทนากับพระสงฆ์ สมัยที่ปู่ยังมีชีวิตอยู่...

หลวงปู่พัฒน์ พุทฺธสโร เป็นพระอาจารย์ของปู่ในยุคสมัยนั้น ท่านเป็นอดีตสมภารวัดเชิงแตระ ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงปู่มรณภาพ ลงในปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสอง ยุคนั้นในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของเราได้ทรงออกประพาสหัวเมืองนครศรีธรรมราช เขาเล่าต่อว่า ขณะที่ในหลวงทรงประทับรถพระที่นั่ง เมื่อรถผ่านหน้าวัด ท่านก็มรณภาพทันที...

รูปของหลวงปู่พัฒน์ยังติดอยู่ที่ฝาไม้บนเรือน เหนือหิ้งพระของปู่ ตราบจนปัจจุบัน

ส่วนพระภิกษุอีกรูปหนึ่งที่เป็นสหายของปู่ เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน คือ หลวงปู่คลิ้ง จนฺทสโร อดีตสมภาร วัดถลุงทอง อำเภอร่อนพิบูลย์ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่งของชาวนครศรีธรรมราช อันเป็นสหายกับพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ นั่นเอง ปู่นับถือพระภิกษุสงฆ์สามรูปนี้มาก บ่อยครั้งที่ปู่ได้นิมนต์ท่านมาที่บ้านไม้หลังนั้น...

ชาวบ้านบาคนเชื่อว่า ปู่ขาบมีคาถาอาคม เป็นคนที่มีเวทมนต์คาถา

ลุงที่อยู่ใกล้บ้านเล่าให้ผมฟังว่า สมัยก่อนตอนที่แกเป็หนุ่ม เย็นวันหนึ่ง แกออกไปหาสมุนไพรกับปู่ที่ฝั่งคลอง เวลาใกล้พลบค่ำแล้ว แต่ปู่และแกก็ยังไม่กลับ เมื่อเวลาย่ำค่ำ แสงมัวซัว แกเห็นสิ่งแปลกปลอมอยู่บนศีรษะ บนต้นไม้ใหญ่เหนือหัวแกเห็นร่างกายสีดำประมาณสี่ห้าตัว กำลังลงมาจากต้นไม้ใหญ่ แกบอกว่า มันเป็นผีป่า ทันใดนั้นด้วยความที่แกตกใจ แกจะออกวิ่งหนี แต่ปู่ไหวตัวทัน จับแกไว้ยืนอยู่กับที่ แกเล่าว่าแก่กลัวจนฉี่ราด..

ปู่ขยับมือแล้วล้วงเข้าไปในย่าม แล้วกำวัตถุบางอย่างขึ้นมากำเอาไว้มือหนึ่ง และเสกเป่าคาถากำกับ จากนั้นก็คว้างไปยังสิ่งแปลกปลอมนั้น ทันใดนั้นมันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แกเลยตัดบทและฟันธงว่า แกเชื่อว่าปู่มีคาถา เพราะแกเห็นมากับตา

บางคนเล่าให้ผมฟังว่า สมัยที่รอบๆบ้านผม ยังเป็นป่าใหญ่รกทึบ บ้านเรามีโจรชุกชุม มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่ปู่กำลังนั่งลับคมขวานอยู่ มีโจรคู่อริแอบย่องเข้ามาจะยิ่งปู่ แต่ปู่รู้ตัวก่อนแล้ว ทันใดที่นกปืนดังขึ้น "แชะ" เป็นเวลาเดียวกันกับที่ปู่ก็ท่องคาถา บนพรึมพรำ พร้อมทั้งลับขวานอยู่ตามปกติ นกปืนสับ แต่ลูกปืนด้าน ไม่ปะทุ โจรคู่อริจึงบังกายหนีเข้าป่าไป...เขารู้เรื่องเหตุการณ์เหล่านี้จากใคร ผมไม่อาจรู้ แต่เขาก็เล่าให้ผมไดัฟังเรื่องราวปู่ของผม....



ปู่มักจะมีพฤติกรรมแบบคนมีคาถาอาคม ครั้งหนึ่ง แม่เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อถึงวันพระ หรือพระจันทร์เพ็ญ หรือแม้แต่ราหูอมจันทร์ ปู่ผมมักจะออกมากลางลานเรือน พร้อมกับห่อผ้าที่มีพระพุทธรูป ผ้ายันต์ ว่านสมุนไพร และของบางอย่างประจำตัวออกมากองบนผ้าขาว พร้อมกับสวดท่องคาถายัดปลุกเสก ปู่เคยบอกเหตุผลกับแม่ว่า ในช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นฤกษ์ยามดี เป็นมงคลแก่การสวดมนต์ทำพิธีกรรม...

ผมได้ฟังเรื่องราวจากคำบอกเล่า แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า ทำไมพ่อลุง และพ่อผม จึงไม่ได้รับอะไรๆ ที่เป็นปาฏิหาริย์เหล่านั้นมาเลย ผมจำได้ว่าหลังจากปู่เสียชีวิตไปได้ไม่นาน ห่อผ้าขาวคล้ำมัวผืนนั้นของปู่ขาบถูกเปิดออกโดยญาติผู้ใหญ่ ต่างคนต่างหยิบฉวยของที่คิดว่าเก่า และมีค่าเหล่านั้นไปในวันที่ปู่เสียชีวิตลงอย่างสงบ บนหิ้งนอนของเช้ามืด ผมจำภาพได้ได้ติดตา...ภาพของปู่ของผม

น่าแปลกที่พ่อไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เลย ผมเคยเห็นพ่อมีห่อพระ หุ้มด้วยผ้ายันต์เพียงห่อเล็กๆ ห่อเดียว ก่อนเดินทางไกลก่อนออกนอกบ้าน พ่อจะจบหัวไหว้ แล้วเอาใส่กระเป๋าหน้าอกติดไปกับตัวทุกครั้ง

แม่บอกเล่าว่า ของๆปู่ถูกหยิบออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งมือที่เอ่ยขอและมือที่ถือวิสาสะหยิบเอาออกไปเป็นของตัวดื้อๆ เหลือเพียงของบางอย่างที่เขาดูแล้วไร้ค่าไว้ หลายปีผ่านไปก็ยังคงมีญาติบางคนที่มักคุ้ยกับปู่ขึ้นไปไหว้พระ และเปิดห่อผ้าออก แล้วก็จะขอเอาไปอีก แต่แม่ก็ตัดบทไป แม่บอกเขาไปว่าเป็นของผมที่เก็บเอาไว้ ปัจจุบันน้อยคนนักที่จะล่วงล้ำขึ้นไปบนเขตหิ้งนอน ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นที่นอนของย่า ซึ่งดูเหมือนย่าจะเป็นตัวแทนของปู่ตั้งแต่วินาทีนั้นที่ปู่จากไป จากที่ผมได้ยินเสียงสวดมนต์ตอนเย็นเป็นของชายแก่ ผมกลับได้ยินเสียงสวดมนต์เป็นเสียงของหญิชราแก่ ซึ่งไม่เคยอ่านหนังสือไทยและหนังสือพระออกสักตัวเดียวก็ว่าได้ เสียงนั้นสืบต่อจากวัยเด็กจนตราบกระทั่งผมโตเป็นหนุ่ม เสียงย่าก็ยังคงแจ่มชัด แจ้วๆอยู่ ผมเคยถามย่าว่า ย่าอ่านหนังสือไม่ออกทำไมย่าจึงท่องมนต์ได้ ย่าตอบว่า ก็ย่านอนฟังปู่สวดทุกเช้าทุกค่ำ ทำไมจะจำไม่ได้...



มาถึงวันนี้ ภาพของปู่ขาบนั้น ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความรู้สึกของผม ปู่จะเป็นใครมาจากไหน มีคาถาอาคมหรือไม่ อย่างไรก็ตามที แต่บางสิ่งบางอย่างของตัวปู่ได้มีอยู่ในตัวของผมแล้ว....

...เรื่องราวของปู่ขาบเป็นเพียงประวัติของบุคคลคนหนึ่ง ที่ก่อเกิดขึ้น แต่ก็ได้ฝากร่องรอยและเรื่องเล่าไว้บนผืนแผ่นดินนี้ ถึงแม้นปู่ขาบอาจจะเป็นคนธรรมดาทั่วไป เสมือนเมล็ดทรายที่ดูไร้ค่า สำหรับใครหลายคน แต่สำหรับผม ช่างมีค่าเกินจะหาสิ่งใดในโลก มาเปรียบค่าได้

ผมเชื่อว่าเรื่องราวของคนๆหนึ่ง จะบ่งบอกที่ไปที่มา บอกวิถีทางของสังคม และบอกที่มาของลูกหลานไว้ภาคภูมิใจ ว่าเราก็มีเรื่องราวไว้เล่าขานจริงๆบนแผ่นดินนี้ และชีวิตหนึ่งก็เคยเกิดขึ้นจริงบนมาตุภูมิแดนเกิดของเรา...





"ปู่ขาบ" คือบรรพชนของเรา

สถิตย์ภูมิ

ณ ศูนย์การเรียนรู้ทุ่งสักอาศรม

อ. อู่ทอง สุพรรณบุรี


อยาก บอกว่า ดีใจมากที่พบ บทความนี้ อย่าง น้อย ลูกหลาน ก็ได้ อ่าน ประวัติ ของปู่
จึงขอ เป็น ส่วนหนึ่ง ที่ช่วย บันทึก ความทรงจำนี้ไว้ ด้วย คน

ขอขอบคุณ เจ้าของ บทความด้วยหัวใจ >>ปู่สถิตย์ภูมิ

http://www.oknation.net/blog/sathitpum/2008/07/24/entry-1

จาก เหลน โหลน กาธิกาล