วิธีการทำนา ขั้นตอนการทํานาโยน การทํานาแบบโยนกล้า - วิธีการปลูกข้าวแทนดำนา ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น
การปลูกข้าวโดยวิธีการโยนกล้า (parachute)
การพัฒนาการทำนา โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมได้อย่างเหมาะสม ทำให้การทำนาในเขตชลประทานได้ผลผลิตสูงกว่าในเขตนาน้ำฝนของประเทศ และสามารถผลิตข้าวได้มากกว่าปีละ 1 ครั้ง เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวโดยวิธีการหว่านน้ำตม ใช้พันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุสั้น เก็บเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องเกี่ยวนวด ดยเฉพาะพื้นที่นาชลประทานในภาคกลาง ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์สูง ซึ่งปัจจุบันราคาเมล็ดพันธุ์กิโลกรัมละ 20-23 บาท และเมล็ดพันธุ์ดีก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้การทำนาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น 2 ปี 5 ครั้ง หรือ ปีละ 3 ครั้ง ย่อมส่งผลกระทบถึงสภาพแวดล้อม เช่น ปัจจุบันการทำนาในภาคกลางประสบกับ ปัญหาข้าววัชพืช ระบาดอย่างรุนแรง เกษตรกรที่ทำนาแบบหว่านน้ำตม ส่วนหนึ่งเปลี่ยนวิธีการทำนาเป็นการปักดำด้วยเครื่องปักดำเพื่อควบคุมปริมาณข้าววัชพืช ปัญหาที่ตามมาก็คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถเตรียมดินให้เหมาะสมกับการทำงานของเครื่องปักดำได้ และอัตราค่าปักดำค่อนข้างสูงคือ ไร่ละ 1,100-1,200 บาท (รวมเมล็ดพันธุ์ข้าว) วิธีการปลูกข้าวแบบโยนกล้า เป็นการทำนาแบบใหม่ที่สามารถนำมาใช้แทนการปักดำด้วยเครื่องได้
แนะนำให้เป็นทางเลือกในพื้นที่
1. พื้นที่ปัญหาข้าววัชพืชมาก
2. ผลิตในศูนย์ข้าวชุมชนหรือไว้ใช้เองได้
3. ผลิตข้าวอินทรีย์ เพื่อควบคุมข้าววัชพืช
4. ประหยัดเมล็ดพันธุ์
เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าแต่ได้ผลผลิตไม่ตกต่างจากการปักดำด้วยเครื่องหรือการหว่านน้ำตม แต่สามารถควบคุมวัชพืช โดยเฉพาะข้าววัชพืช ที่กำลังระบาดอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ในภาคกลาง
ตาราง 1 เปรียบเทียบต้นทุน (บาท/ไร่) ของการปลูกข้าวปทุมธาน ี1 ด้วยวิธีการปลูกแบบต่างๆ
(ไม่รวมค่าสารเคมีป้องกันกำจัดโรค แมลง และน้ำมันสูบน้ำเข้านา) /ปรับปรุงจาก นิตยาและคณะ, (2549)
ขั้นตอนการทำนา หว่านน้ำตม นาดำ โยนกล้า
การตกกล้า
ตกกล้าในกระบะเพาะกล้าที่มีลักษณะเป็นหลุม ตามลำดับดังนี้
1. ใส่ดินในหลุมประมาณ ครึ่งหนึ่งของหลุม
2. หว่านเมล็ดข้างงอกลงในหลุมโดยใช้อัตรา 3-4 กก./ 60-70 ถาด/ไร่
3. ใส่ดินปิดเมล็ดพันธุ์ข้าว ระวังอย่าให้ดินล้นออกมานอกหลุม เพราะจะทำให้รากข้าวที่งอกออกมาพันกัน เวลาหว่านต้นข้าวจะไม่กระจายตัว
4. หาวัสดุ เช่นกระสอบป่าน คลุมถาดเพาะ เพื่อเวลารดน้ำจะได้ไม่กระเด็น รดน้ำเช้า เย็น ประมาณ 3-4 วัน ต้นข้าวจะงอกทะลุกระสอบป่าน ให้เอากระสอบป่านออก แล้วรดน้ำต่อไป จนกล้าอายุ 15 วัน
5. นำกล้าที่ได้ไปหว่านในแปลงที่เตรียมไว้ ให้สม่ำเสมอ การตกกล้า 1 คน สามารถตกได้ 2 ไร่ (140 กระบะ) /วัน
การเตรียมแปลง
ไถดะครั้งที่ 1 หลังเก็บเกี่ยวข้าวปล่อยแปลงให้แห้งประมาณ 15-30 วัน แล้วปล่อยน้ำเข้าพอให้ดินชุ่มประมาณ 5-10 วัน เพื่อให้วัชพืชและเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นในดินงอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อนเสียก่อนจึงไถดะครั้งที่
ไถแปร หลังจากการไถดะครั้งที่ 1 แล้ว ปล่อยทิ้งไว้ 10-15 วันโดยรักษาระดับน้ำเพียงแค่ดินชุ่ม เพื่อให้เมล็ดวัชพืชและเมล็ดข้าวที่หลงเหลืออยู่งอกขึ้นมาอีกแล้วจึงไถแปร
คราดหรือทุบ หลังจากการไถแปรครั้งที่ 2 แล้ว ปล่อยทิ้งไว้ 10-15 วันโดยรักษาระดับน้ำเพียงแค่ดินชุ่ม เพื่อให้เมล็ดวัชพืชและเมล็ดข้าวที่หลงเหลืออยู่งอกขึ้นมาอีกแล้วคราดหรือทุบจะช่วยทำลายวัชพืชได้มาก หรือหลังจากไถดะ ไถแปรและคราดเสร็จแล้วเอาน้ำขังแช่ไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกหญ้าที่เป็นวัชพืชน้ำ เช่น ผักตบ ขาเขียด ทรงกระเทียม ผักปอดและพวกกกเล็ก เป็นต้น งอกขึ้นเสียก่อน เพราะเมล็ดวัชพืชปกติจะงอกภายใน 5-7 วันหลังจากน้ำนิ่งโดยเฉพาะนาที่น้ำใส เมื่อลูกหญ้าขึ้นแล้วจึงคราดให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ลูกหญ้าก็จะหลุดลอยไปติดคันนาทางใต้ลม ก็จะสามารถช้อนออกได้หมด เป็นการทำลายวัชพืชวิธีหนึ่ง
สำหรับผู้ที่ใช้ลูกทุบหรืออีขลุก ย่ำฟางข้าวให้จมลงในดินแทนการไถ หลังจากย่ำแล้วควรจะเอาน้ำแช่ไว้ให้ฟางเน่าเปื่อยจนหมดความร้อนเสียก่อนอย่างน้อย 3 สัปดาห์แล้วจึงย่ำใหม่ เพราะแก๊สที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของฟางจะเป็นอันตรายต่อต้นข้าวจะทำให้รากข้าวดำไม่สามารถจะหาอาหารได้
ระบายน้ำออกเพื่อปรับเทือก ปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ เมื่อคราดแล้วจึงระบายน้ำออกและปรับเทือกให้สม่ำเสมอ กระทำได้ด้วยการใช้น้ำในนาเป็นเครื่องวัด โดยให้น้ำในนามีระดับเพียงตื้นๆ ขนาดเพียงท่วมหลังปูก็จะเห็นว่าพื้นที่นาราบเรียบเพียงใดอย่างชัดเจน เมื่อเห็นว่าส่วนใดยังไม่สม่ำเสมอก็ควรจะปรับเสียใหม่ การปรับพื้นที่นาหรือปรับเทือกให้สม่ำเสมอจะทำให้ควบคุมน้ำได้สะดวก
การโยนกล้า ให้มีน้ำในแปลงประมาณ 1 ซม. นำกระบะกล้าข้าวที่มีอายุ 15 วัน ไปวางรายในแปลงที่เตรียมไว้ให้กระจายสม่ำเสมอ อัตรา 60-70 กระบะต่อไร่ จากนั้นคนที่จะโยนกล้าจะหยิบกระบะกล้ามาวางพาดบนแขน แล้วใช้มือหยิบกล้าข้าวหว่านหรือโยนในแปลง โดยโยนให้สูงกว่าศรีษะ ต้นกล้าจะพุ่งลงโดยใช้ส่วนรากที่มีดินติดอยู่ลงดินก่อน การหว่านกล้า 1 คน สามารถหว่านได้วันละ 4- 5 ไร่ จับต้นกล้า 5 - 15 หลุม โยนตวัดมือขี้นหนือศีรษะ ต้นกล้าจะพุ่งดิ่งลง
การดูแลรักษาระดับน้ำ วันหว่านกล้าให้มีน้ำในแปลงประมาณ 1 ซม. (ท่วมหลังปู) หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน ต้นข้าวตั้งตัวได้แล้ว สามารถเพิ่มระดับน้ำให้อยู่ที่ระดับครึ่งหนึ่งของต้นข้าว หรือประมาณ 5 ซม. เพื่อการควบคุมวัชพืช
การเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวข้าวที่ระยะที่เหมาะสม คือหลังจากข้าวออกดอก (75 %) แล้ว 28-30 วัน จะมีความชื้นประมาณ 22 % กรณีไม่ถูกฝนช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะเกิดความสูญเสียทั้งด้านปริมาณและคุณภาพน้อยที่สุด จะทำให้ได้ข้าวที่มีน้ำหนักดีที่สุด มีการร่วงหล่นและสูญเสียขณะเก็บเกี่ยวน้อยที่สุด ผลผลิตมีคุณภาพดี ข้าวที่เก็บไว้สีเป็นข้าวมีคุณภาพการสีสูง ข้าวที่เก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานอย่างน้อย 7-9 เดือน เสื่อมความงอกช้า
ข้อได้เปรียบของวิธีการโยนกล้าเปรียบเทียบกับการปักดำและหว่านน้ำตม
1. แปลงที่มีลักษณะหล่มก็สามารถเตรียมแปลงเพื่อการหว่านต้นกล้าได้ แต่ไม่สามารถปลูกโดยวิธีการปักดำด้วยเครื่องปักดำได้ เนื่องจากเครื่องจะติดหล่ม
2. ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์น้อยกว่าการหว่านน้ำตมและการปักดำ
3. สามารถควบคุมและลดปริมาณวัชพืชและข้าววัชพืชได้ดีกว่าการทำนาหว่านน้ำตม
4. ลดการสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูข้าวเมื่อเทียบกับการหว่านน้ำตม
เอกสารคำแนะนำ การปลูกข้าวด้วยวิธีโยนกล้า สำนักส่งเสริมการเผลิตข้าว กรมการข้าว 2551
ที่มา ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น
Monday, March 14, 2011
10 ประเด็นที่ทำให้คนไทยล้าหลัง…ในมุมมองของ วิกรม กรมดิษฐ์
วันนี้ชวนมาอ่าน มาฟังคนไทยวิจารณ์คนไทย จาก คนดังที่มีแนวคิดตัวเองสุดโต่งคนหนึ่ง คือ คุณ วิกรม กรมดิษฐ์!!! ครับ
ประเด็นที่เขานำเสนอที่จริงมีหลายคนพูดถึงแล้วในหลายหัวข้อ สมัยก่อนผมทำงานกับคนญี่ปุ่น ราว 10 กว่าปี ก็เคยมี ดร.ท่านหนึ่ง ท่านคุยถึงเรื่องนี้ (ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์) เวลาผ่านไป 10 ปี พอคุณวิกรมกลับมาพูดอีกรอบ (แถมมีประเด็นมากขึ้น) ก็เลยชวนให้อยากเอามาฝาก ที่จริงแล้วประเด็นเหล่านี้ รัฐน่าจะขยับตัวได้แล้ว เพราะไม่ใช่เรื่องที่คนไม่กี่คนเห็น แต่น้อยคนที่กล้าพูดตรงๆ ครับ
10 ประเด็นที่ทำให้คนไทยล้าหลัง…ในมุมมองของ วิกรม กรมดิษฐ์
วิกรม กรมดิษฐ์
ออกอากาศทางวิทยุ อสมท.
รายการซีอีโอวิชั่น
10-11 มกราคม 2550
[01]
คนไทยรู้จักตัวตนของเราเองต่ำมาก
กล่าว คือ รู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะมีสำนึกต่อสังคมส่วนรวมสูงมาก
ของเราจะไม่คำนึงถึงส่วนรวม แต่จะเป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา จนทำให้เกิดวัฒนธรรมสืบทอดกันมายาวนาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจทุกระดับชั้น จนมีคำพูดว่า ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ทุกคนแสวงหาอำนาจเพื่อจะตักตวงเพราะความไม่รู้จักตัวตน ไม่รู้จักประเทศของตัวเองเช่นนี้แล้ว ทำให้ประเทศชาติของเราล้าหลังไปเรื่อย ๆ
[02]
การศึกษาของไทยยังไม่ทันสมัย
สอนให้คนเห็นแก่ตัวมากกว่า ขาดจิตสำนึกต่อสังคม แม้แต่ภาษาคนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้เราขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ ประเทศอื่น ๆ รู้จักคนไทยน้อยมาก เพราะคนไทยไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น เพราะคุณภาพการศึกษาของเราไม่ทันสมัย จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า
[03]
คนไทยมองอนาคตไม่เป็น
เท่าที่สังเกตเห็นว่าคนไทยกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคต แบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ น้อยนักที่จะวางแผนให้ตัวเองอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคต สะสมความสำเร็จไปอย่างเป็นลำดับ หรือเป็นเพราะไม่กล้าฝัน หรือไม่มีความฝันก็ไม่แน่ใจ และชอบพึ่งสิ่งงมงาย โชคชะตา พอใจทำงานแบบตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำให้ประสิทธิภาพของเราไม่ทันกับการแข่งขันระดับโลก
[04]
คนไทยไม่ค่อยจะจริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่
การรับปากของเรามักทำแบบผักชีโรยหน้า หรือเกรงใจ แต่ทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติจะพบว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น หรือยุโรป คนเขาจะให้ความสำคัญกับสัญญาข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตในการเชื่อถือด้านนี้ลงไปเรื่อย ๆ
[05]
การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่
ประเทศของเรากระจุกตัวความเจริญเฉพาะในเมืองใหญ่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกล จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชน ในต่างประเทศ การสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ห่างไกล แต่มีองค์ประกอบอื่น ๆ สนับสนุนเขาก็ลงทุน การสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค จะเป็นประโยชน์ ทำให้เป็นการลดต้นทุนในการดำเนินการทางธุรกิจอย่างมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม
[06]
การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็งและดำเนินอย่างไม่ต่อเนื่อง
สังคมไทยชอบทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง อาจได้ยินกรณีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารก็ตาม จะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง
[07]
สังคมไทยชอบอิจฉาตาร้อน ไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ และชอบเลี่ยงเป็นศรีธนญชัย เมื่อจนตรอก ในวงการเราจะพบกระแสของคนประเภทนี้ปะปนมากขึ้น
จะเพราะเป็นเพราะสังคมเรายอมรับ หรือยกย่องคนที่มีอำนาจ มีเงิน แต่ไม่มีใครรู้ภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอดหน้าตาเฉย คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่าผู้ก่อการร้ายเสียอีก เพราะทำความเสียหายต่อบ้านเมืองมากกว่า และจะเป็นประเภทดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทำให้คนดีไม่กล้าจะเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว
[08]
เอ็นจีโอบ้านเราค้านลูกเดียว
ทำให้เราเสียโอกาสในการพัฒนา เพราะเอ็นจีโอบางกลุ่มที่อิงผลประโยชน์อยู่ ถ้าจะพูดกันแบบมีเหตุผล ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เอ็นจีโอดี ๆ ก็มี แต่บ้านเรามีน้อย กรณีน้ำท่วมเพราะไม่มีเขื่อนรองรับเพียงพอ พอเกิดน้ำท่วม พวกที่ค้านจะแสดงความรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาล เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริง ๆ ไม่ได้พูดกัน
[09]
คนไทยอาจจะไม่พร้อมในเวทีโลก
เพราะไม่ถนัดภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาตัวเอง
ทำให้โลกภายนอกไม่รู้จักคนไทยเท่าที่ควร และการจัดการตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลก ของเราขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดี ทำให้เราสู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้
[10]
คนไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น
ปัจจุบันเด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเอง ขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม
คุณวิกรมแสดงความเห็นว่า การอบรมเยาวชนมาจาก 3 ทาง
-หนึ่งภายในครอบครัว
- สองจากโรงเรียน
- และสามจากสังคม หรือสื่อสารมวลชน
ในส่วนนี้พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบ เพราะถ้าหากสื่อมวลชนทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง หรือเพื่ออำนาจต่อรองเท่านั้น และสังคมปราศจากสื่อที่จะทำหน้าที่นำเสนอสาระที่เป็นความจริง โดยไม่มอมเมาบิดเบือนแล้ว เมื่อนั้นสังคมจะวิบัติมากยิ่ง ๆขึ้นอีกต่อไป
วิกรม กรมดิษฐ์
ออกอากาศทางวิทยุ อสมท.
รายการซีอีโอวิชั่น
10-11 มกราคม 2550
………………
ประเด็นหลักๆมีที่คุณวิกรมไม่ได้พูดถึง คือ คนไทย มักไม่ค่อยอยากจะยอมรับนัก เมื่อมีคนมาวิจารณ์ตนเอง ถึงแม้จะเป็นคนไทยด้วยกันเอง และบอกล่วงหน้าได้ว่า เมื่อหลายคนอ่านเสร็จแล้ว ก็จะมีคนบางคนคิดว่า
1. “ไม่เกี่ยวกะฉัน ใครมีหน้าที่ก็ทำไปแล้วกัน”
(ประเด็นนี้จบเลยครับ อย่างน้อยให้รู้ไว้ แล้วสักวันถ้ามีโอกาสมาช่วยกันยังดีเสียกว่า ยังพอมีความหวังในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของชาติมั่ง)
2. “แล้วคนพูด เขาเป็นใคร วิเศษขนาดไหน ดีมาจากไหน มันก็แค่… ฯลฯ”
(ประเด็นนี้พอคิดมุ่งโจมตี”ผู้พูด”ก่อนว่า ดีนักหรือที่มาวิจารณ์เรา ก็จะเกิดอคติ แล้วก็เลือกที่จะไม่รับข้อมูลเลยก็มี หากจะลองพิจารณาเฉพาะประเด็น ผมเชื่อว่ามันก็มีประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว)
3.”ที่บอกมาไม่ใช่ไทยเท่านั้น ชาติอื่นๆ ก็เป็น มันเป็นเรื่องธรรมชาติ”
(บอกปัดไปเลยอีกแล้วผ่าน เลิกคิด ประเด็นที่พูดถึงก็จะถูกละเลย โดยไม่ได้มองถึงวิธีการที่จะมาช่วยกันปรับปรุงให้กับคนรุ่นต่อไปของชาติ)
4. “คิดแบบนี้ เท่ากับดูถูกชนชาติไทยของเราเอง คนไทยหรือเปล่า”
(เปิดประเด็นแบบนี้ ทะเลาะกันไปเลย ไม่ต้องมาคิดเรื่องว่าประเด็นต่างๆนี้ จะต้องปล่อยผ่านไปอีกกี่ปี หรือจะรอให้มันยิ่งสายไป)
อย่างน้อยที่สุดก็ขอฝากประเด็นเหล่านี้ไว้สักวันจะได้มีโอกาสผลักดันให้เกิดอะไรดีดี
ช่วงเวลานี้เราก็ดูแลเยาวชนในครอบครัว ในมือของเราให้อย่าเป็นใน 10 ข้อนี้ ก็จะถือว่าเป็นประโยชน์ครับ
ปัจจุบันเยาวชนเรากำลังขาดภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ และตกอยู่ในการครอบงำของสื่อรอบตัวได้ง่าย ขาดความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง ถ้าปล่อยแบบนี้ ลูกเราก็เป็นได้แต่ขี้ข้าเขา เพราะไม่รู้จักคิดเอง ไม่เคยทำอะไรนอกกรอบ ไม่เคยทดลองผิดลองถูกและพัฒนาจากความผิดพลาด
เราจำเป็นต้องฝึกให้เขา แพ้เป็น เอาตัวรอดจากความผิดหวัง จากวัตถุนิยมได้ มีวินัย มีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต และมีจิตสำนึกของการดำเนินชีวิต
ฝากถึงกันครับ
ประเด็นที่เขานำเสนอที่จริงมีหลายคนพูดถึงแล้วในหลายหัวข้อ สมัยก่อนผมทำงานกับคนญี่ปุ่น ราว 10 กว่าปี ก็เคยมี ดร.ท่านหนึ่ง ท่านคุยถึงเรื่องนี้ (ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์) เวลาผ่านไป 10 ปี พอคุณวิกรมกลับมาพูดอีกรอบ (แถมมีประเด็นมากขึ้น) ก็เลยชวนให้อยากเอามาฝาก ที่จริงแล้วประเด็นเหล่านี้ รัฐน่าจะขยับตัวได้แล้ว เพราะไม่ใช่เรื่องที่คนไม่กี่คนเห็น แต่น้อยคนที่กล้าพูดตรงๆ ครับ
10 ประเด็นที่ทำให้คนไทยล้าหลัง…ในมุมมองของ วิกรม กรมดิษฐ์
วิกรม กรมดิษฐ์
ออกอากาศทางวิทยุ อสมท.
รายการซีอีโอวิชั่น
10-11 มกราคม 2550
[01]
คนไทยรู้จักตัวตนของเราเองต่ำมาก
กล่าว คือ รู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะมีสำนึกต่อสังคมส่วนรวมสูงมาก
ของเราจะไม่คำนึงถึงส่วนรวม แต่จะเป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา จนทำให้เกิดวัฒนธรรมสืบทอดกันมายาวนาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจทุกระดับชั้น จนมีคำพูดว่า ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ทุกคนแสวงหาอำนาจเพื่อจะตักตวงเพราะความไม่รู้จักตัวตน ไม่รู้จักประเทศของตัวเองเช่นนี้แล้ว ทำให้ประเทศชาติของเราล้าหลังไปเรื่อย ๆ
[02]
การศึกษาของไทยยังไม่ทันสมัย
สอนให้คนเห็นแก่ตัวมากกว่า ขาดจิตสำนึกต่อสังคม แม้แต่ภาษาคนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้เราขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ ประเทศอื่น ๆ รู้จักคนไทยน้อยมาก เพราะคนไทยไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น เพราะคุณภาพการศึกษาของเราไม่ทันสมัย จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า
[03]
คนไทยมองอนาคตไม่เป็น
เท่าที่สังเกตเห็นว่าคนไทยกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคต แบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ น้อยนักที่จะวางแผนให้ตัวเองอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคต สะสมความสำเร็จไปอย่างเป็นลำดับ หรือเป็นเพราะไม่กล้าฝัน หรือไม่มีความฝันก็ไม่แน่ใจ และชอบพึ่งสิ่งงมงาย โชคชะตา พอใจทำงานแบบตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำให้ประสิทธิภาพของเราไม่ทันกับการแข่งขันระดับโลก
[04]
คนไทยไม่ค่อยจะจริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่
การรับปากของเรามักทำแบบผักชีโรยหน้า หรือเกรงใจ แต่ทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติจะพบว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น หรือยุโรป คนเขาจะให้ความสำคัญกับสัญญาข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตในการเชื่อถือด้านนี้ลงไปเรื่อย ๆ
[05]
การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่
ประเทศของเรากระจุกตัวความเจริญเฉพาะในเมืองใหญ่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกล จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชน ในต่างประเทศ การสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ห่างไกล แต่มีองค์ประกอบอื่น ๆ สนับสนุนเขาก็ลงทุน การสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค จะเป็นประโยชน์ ทำให้เป็นการลดต้นทุนในการดำเนินการทางธุรกิจอย่างมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม
[06]
การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็งและดำเนินอย่างไม่ต่อเนื่อง
สังคมไทยชอบทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง อาจได้ยินกรณีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารก็ตาม จะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง
[07]
สังคมไทยชอบอิจฉาตาร้อน ไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ และชอบเลี่ยงเป็นศรีธนญชัย เมื่อจนตรอก ในวงการเราจะพบกระแสของคนประเภทนี้ปะปนมากขึ้น
จะเพราะเป็นเพราะสังคมเรายอมรับ หรือยกย่องคนที่มีอำนาจ มีเงิน แต่ไม่มีใครรู้ภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอดหน้าตาเฉย คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่าผู้ก่อการร้ายเสียอีก เพราะทำความเสียหายต่อบ้านเมืองมากกว่า และจะเป็นประเภทดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทำให้คนดีไม่กล้าจะเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว
[08]
เอ็นจีโอบ้านเราค้านลูกเดียว
ทำให้เราเสียโอกาสในการพัฒนา เพราะเอ็นจีโอบางกลุ่มที่อิงผลประโยชน์อยู่ ถ้าจะพูดกันแบบมีเหตุผล ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เอ็นจีโอดี ๆ ก็มี แต่บ้านเรามีน้อย กรณีน้ำท่วมเพราะไม่มีเขื่อนรองรับเพียงพอ พอเกิดน้ำท่วม พวกที่ค้านจะแสดงความรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาล เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริง ๆ ไม่ได้พูดกัน
[09]
คนไทยอาจจะไม่พร้อมในเวทีโลก
เพราะไม่ถนัดภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาตัวเอง
ทำให้โลกภายนอกไม่รู้จักคนไทยเท่าที่ควร และการจัดการตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลก ของเราขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดี ทำให้เราสู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้
[10]
คนไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น
ปัจจุบันเด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเอง ขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม
คุณวิกรมแสดงความเห็นว่า การอบรมเยาวชนมาจาก 3 ทาง
-หนึ่งภายในครอบครัว
- สองจากโรงเรียน
- และสามจากสังคม หรือสื่อสารมวลชน
ในส่วนนี้พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบ เพราะถ้าหากสื่อมวลชนทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง หรือเพื่ออำนาจต่อรองเท่านั้น และสังคมปราศจากสื่อที่จะทำหน้าที่นำเสนอสาระที่เป็นความจริง โดยไม่มอมเมาบิดเบือนแล้ว เมื่อนั้นสังคมจะวิบัติมากยิ่ง ๆขึ้นอีกต่อไป
วิกรม กรมดิษฐ์
ออกอากาศทางวิทยุ อสมท.
รายการซีอีโอวิชั่น
10-11 มกราคม 2550
………………
ประเด็นหลักๆมีที่คุณวิกรมไม่ได้พูดถึง คือ คนไทย มักไม่ค่อยอยากจะยอมรับนัก เมื่อมีคนมาวิจารณ์ตนเอง ถึงแม้จะเป็นคนไทยด้วยกันเอง และบอกล่วงหน้าได้ว่า เมื่อหลายคนอ่านเสร็จแล้ว ก็จะมีคนบางคนคิดว่า
1. “ไม่เกี่ยวกะฉัน ใครมีหน้าที่ก็ทำไปแล้วกัน”
(ประเด็นนี้จบเลยครับ อย่างน้อยให้รู้ไว้ แล้วสักวันถ้ามีโอกาสมาช่วยกันยังดีเสียกว่า ยังพอมีความหวังในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของชาติมั่ง)
2. “แล้วคนพูด เขาเป็นใคร วิเศษขนาดไหน ดีมาจากไหน มันก็แค่… ฯลฯ”
(ประเด็นนี้พอคิดมุ่งโจมตี”ผู้พูด”ก่อนว่า ดีนักหรือที่มาวิจารณ์เรา ก็จะเกิดอคติ แล้วก็เลือกที่จะไม่รับข้อมูลเลยก็มี หากจะลองพิจารณาเฉพาะประเด็น ผมเชื่อว่ามันก็มีประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว)
3.”ที่บอกมาไม่ใช่ไทยเท่านั้น ชาติอื่นๆ ก็เป็น มันเป็นเรื่องธรรมชาติ”
(บอกปัดไปเลยอีกแล้วผ่าน เลิกคิด ประเด็นที่พูดถึงก็จะถูกละเลย โดยไม่ได้มองถึงวิธีการที่จะมาช่วยกันปรับปรุงให้กับคนรุ่นต่อไปของชาติ)
4. “คิดแบบนี้ เท่ากับดูถูกชนชาติไทยของเราเอง คนไทยหรือเปล่า”
(เปิดประเด็นแบบนี้ ทะเลาะกันไปเลย ไม่ต้องมาคิดเรื่องว่าประเด็นต่างๆนี้ จะต้องปล่อยผ่านไปอีกกี่ปี หรือจะรอให้มันยิ่งสายไป)
อย่างน้อยที่สุดก็ขอฝากประเด็นเหล่านี้ไว้สักวันจะได้มีโอกาสผลักดันให้เกิดอะไรดีดี
ช่วงเวลานี้เราก็ดูแลเยาวชนในครอบครัว ในมือของเราให้อย่าเป็นใน 10 ข้อนี้ ก็จะถือว่าเป็นประโยชน์ครับ
ปัจจุบันเยาวชนเรากำลังขาดภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ และตกอยู่ในการครอบงำของสื่อรอบตัวได้ง่าย ขาดความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง ถ้าปล่อยแบบนี้ ลูกเราก็เป็นได้แต่ขี้ข้าเขา เพราะไม่รู้จักคิดเอง ไม่เคยทำอะไรนอกกรอบ ไม่เคยทดลองผิดลองถูกและพัฒนาจากความผิดพลาด
เราจำเป็นต้องฝึกให้เขา แพ้เป็น เอาตัวรอดจากความผิดหวัง จากวัตถุนิยมได้ มีวินัย มีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต และมีจิตสำนึกของการดำเนินชีวิต
ฝากถึงกันครับ
Friday, March 11, 2011
การปลูกยางพารา แหล่งจำหน่ายต้นกล้ายางพารา
การทำธุรกิจสวนยาง มีความเสี่ยงต่ำให้ผลประกอบการสูงแต่ทั้งนี้ต้องวิเคราะห์ปัจจัยหลาย ๆ ด้านของการผลิตทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่
1. ศึกษาวิเคราะห์ถึงสภาพดินจะที่เพราะปลูกเมื่อทราบว่าลักษณะดินเป็นอย่างไรในเบื้องต้นแล้วจะง่ายต่อการคัดสายพันธุ์ของยางพาราที่จะนำมาปลูก
2. การคัดเลือกสายพันธุ์ต้องศึกษาดูถึงภูมิอากาศและสภาพความลาดเอียงของแปลงเพาะปลูก โดยเฉพาะสายพันธุ์นั้นต้องมีความแน่ใจที่รับรองโดยกรมวิชาการ ไม่ใช่กิ่งตาสอย หรือไม่ได้คุณภาพ
3.ขั้นตอนในการปลูกต้องให้ได้มาตรฐานโดยทั่วไป
4.การดูแลรักษาในระยะเริ่มต้นอาจจะต้องใช้ระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี
ผลผลิตเสริมและกำไรที่คาดว่าจะได้รับ
การปลูกยางพารานั้นในช่วง1-3 ปีแรกนั้นเราสามารถที่จะปลูกพืชอื่นเสริมทดแทนได้ เช่น ข้าวโพด ถั่ว พืชล้มลุกที่ใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ได้ ในช่วงนี้เราสามารถมีอาชีพเสริมพลาง ๆ ก่อนได้ที่ยางจะเปิดกรีดซึ่งต้องใช้เวลา ถึง 5 ปี
มีบางพื้นที่เริ่มนำกล้วยไม้ไปปลูกในร่องสวนในขณะที่เปิดกรีดได้แล้วก็มี เมื่อกรีดจนครบกำหนดประมาณ 15-18 ปี ไม้ยางนั้นสามารถขายได้ คิดประมาณการต่อไร่ 60000-80000 บาท จะเห็นได้ว่าพืชเศรฐกิจยางพาราสามารถนำมาสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นทุก ๆ กระบวนการ ไม่เพียงแต่ให้ผลผลิตราคาน้ำยาง หรือยางแผ่นเท่านั้น (ตอนนี้ราคา กก.ล่ะ 110) และนักวิเคราะห์คาดว่าแนวโน้มตลาดโลกต้องการมากขึ้นและอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย อนาคตจะไปได้ดี
รับ สวนโซเฟีย จำหน่าย เพาะพันธ์
1. ขายกล้ายางพารา
2. ยางชำถุง เพาะเมล็ดในถุง พันธุ์ RRIM 600 , RRIT 251, PB235 , 600ยอดดำ
3. ราคาต้นละ 18-25 บาท
ยางพาราชำถุง พันธุ์ RRIM 600, RRIT 251
- 1 ฉัตร ราคาต้นละ 30-35 บาท
- 2 ฉัตร ราคาต้นละ 35 - 38 บาท
รับจองยางพาราชำถุง ,เพาะเมล็ดในถุง ส่งมอบ ปี 2554
1. ยางพาราชำถุง RRIM600 RRIT 251 ราคาต้นละ 20-25 บาท (ส่งมอบประมาณ พ.ค. - มิ.ย.-ก.ค. - ส.ค. 54)
2. ยาง ตอตาเขียว RRIM600 RRIT 251 ราคาต้นละ 15-18 บาท (ส่งมอบ ก.พ. - มี.ค. 54)
สถานที่รับสินค้า : อำเภอมะขาม อำเภอเมือง อำเภอคิชกูฎ จ.จันทบุรี
บริการส่งถึงที่ ต้องเพิ่มราคาขนส่ง
ต้นกล้ายางพาราปักษ์ใต้ ส่งทั่วประเทศ รีบจองวันนี้ จำนวนจำกัด!
ประเภท ต้นกล้ายางพารา พันธ์ 600,251,235 จากปักษ์ใต้
รายละเอียด มีพันธุ์กล้ายาง 600,226,251 และ 235 ตาเขียวและยางชำถุง จากปักษ์ใต้ ของแท้ 100 % ใว้บริการท่านเกษตรผู้สนใจ ที่มาจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและภาคตะวันออก กรุณาติดต่อ บริษัท ซี.พี. เกษตรตะวันแดง ทางบริษัทฯ มีความมั่นใจว่าท่านจะได้รับในสิ่งที่ท่านต้องการดังต่อไปนี้ 1.ต้นกล้าพันธุ์ที่มีคุณภาพจากปักษ์ใต้ของแท้ ดำเนินงานโดยเกษตรกรและนักวิชาการตัวจริงเสียงจริงจากภาคใต้ 2.เกษตรกรไม่ต้องจ่ายค่าขนส่งเพื่อไปรับต้นกล้าที่ภาคใต้เรามาบริการถึงที่นี่แล้ว 3.เกษตรกรสามารถซื้อได้ในจำนวนมากในราคาที่เท่ากับภาคใต้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อต้นกล้าและค่าขนส่ง 4.ผู้สนใจจะมีแปลงต้นกล้ายางพาราและสินค้าอื่นเพื่อทำเป็นธุรกิจติดต่อได้ที่ ....สายตรง โทร: 089-780-0515 หรือ
1. ศึกษาวิเคราะห์ถึงสภาพดินจะที่เพราะปลูกเมื่อทราบว่าลักษณะดินเป็นอย่างไรในเบื้องต้นแล้วจะง่ายต่อการคัดสายพันธุ์ของยางพาราที่จะนำมาปลูก
2. การคัดเลือกสายพันธุ์ต้องศึกษาดูถึงภูมิอากาศและสภาพความลาดเอียงของแปลงเพาะปลูก โดยเฉพาะสายพันธุ์นั้นต้องมีความแน่ใจที่รับรองโดยกรมวิชาการ ไม่ใช่กิ่งตาสอย หรือไม่ได้คุณภาพ
3.ขั้นตอนในการปลูกต้องให้ได้มาตรฐานโดยทั่วไป
4.การดูแลรักษาในระยะเริ่มต้นอาจจะต้องใช้ระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี
ผลผลิตเสริมและกำไรที่คาดว่าจะได้รับ
การปลูกยางพารานั้นในช่วง1-3 ปีแรกนั้นเราสามารถที่จะปลูกพืชอื่นเสริมทดแทนได้ เช่น ข้าวโพด ถั่ว พืชล้มลุกที่ใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ได้ ในช่วงนี้เราสามารถมีอาชีพเสริมพลาง ๆ ก่อนได้ที่ยางจะเปิดกรีดซึ่งต้องใช้เวลา ถึง 5 ปี
มีบางพื้นที่เริ่มนำกล้วยไม้ไปปลูกในร่องสวนในขณะที่เปิดกรีดได้แล้วก็มี เมื่อกรีดจนครบกำหนดประมาณ 15-18 ปี ไม้ยางนั้นสามารถขายได้ คิดประมาณการต่อไร่ 60000-80000 บาท จะเห็นได้ว่าพืชเศรฐกิจยางพาราสามารถนำมาสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นทุก ๆ กระบวนการ ไม่เพียงแต่ให้ผลผลิตราคาน้ำยาง หรือยางแผ่นเท่านั้น (ตอนนี้ราคา กก.ล่ะ 110) และนักวิเคราะห์คาดว่าแนวโน้มตลาดโลกต้องการมากขึ้นและอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย อนาคตจะไปได้ดี
รับ สวนโซเฟีย จำหน่าย เพาะพันธ์
1. ขายกล้ายางพารา
2. ยางชำถุง เพาะเมล็ดในถุง พันธุ์ RRIM 600 , RRIT 251, PB235 , 600ยอดดำ
3. ราคาต้นละ 18-25 บาท
ยางพาราชำถุง พันธุ์ RRIM 600, RRIT 251
- 1 ฉัตร ราคาต้นละ 30-35 บาท
- 2 ฉัตร ราคาต้นละ 35 - 38 บาท
รับจองยางพาราชำถุง ,เพาะเมล็ดในถุง ส่งมอบ ปี 2554
1. ยางพาราชำถุง RRIM600 RRIT 251 ราคาต้นละ 20-25 บาท (ส่งมอบประมาณ พ.ค. - มิ.ย.-ก.ค. - ส.ค. 54)
2. ยาง ตอตาเขียว RRIM600 RRIT 251 ราคาต้นละ 15-18 บาท (ส่งมอบ ก.พ. - มี.ค. 54)
สถานที่รับสินค้า : อำเภอมะขาม อำเภอเมือง อำเภอคิชกูฎ จ.จันทบุรี
บริการส่งถึงที่ ต้องเพิ่มราคาขนส่ง
ต้นกล้ายางพาราปักษ์ใต้ ส่งทั่วประเทศ รีบจองวันนี้ จำนวนจำกัด!
ประเภท ต้นกล้ายางพารา พันธ์ 600,251,235 จากปักษ์ใต้
รายละเอียด มีพันธุ์กล้ายาง 600,226,251 และ 235 ตาเขียวและยางชำถุง จากปักษ์ใต้ ของแท้ 100 % ใว้บริการท่านเกษตรผู้สนใจ ที่มาจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและภาคตะวันออก กรุณาติดต่อ บริษัท ซี.พี. เกษตรตะวันแดง ทางบริษัทฯ มีความมั่นใจว่าท่านจะได้รับในสิ่งที่ท่านต้องการดังต่อไปนี้ 1.ต้นกล้าพันธุ์ที่มีคุณภาพจากปักษ์ใต้ของแท้ ดำเนินงานโดยเกษตรกรและนักวิชาการตัวจริงเสียงจริงจากภาคใต้ 2.เกษตรกรไม่ต้องจ่ายค่าขนส่งเพื่อไปรับต้นกล้าที่ภาคใต้เรามาบริการถึงที่นี่แล้ว 3.เกษตรกรสามารถซื้อได้ในจำนวนมากในราคาที่เท่ากับภาคใต้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อต้นกล้าและค่าขนส่ง 4.ผู้สนใจจะมีแปลงต้นกล้ายางพาราและสินค้าอื่นเพื่อทำเป็นธุรกิจติดต่อได้ที่ ....สายตรง โทร: 089-780-0515 หรือ
Sunday, October 10, 2010
ปู่ขาบ (ปู่สถิตย์ภูมิ)
ถ้าจะสืบสาวเรื่องราวความเป็นมาของใครสักคน มันอาจจะง่ายอย่างยิ่งสำหรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะชีวประวัติของบุคคลสำคัญของประเทศในสังคมเมืองใหญ่
แต่ถ้าจะสืบสาวหาประวัติเรื่องราวความเป็นมาของใครสักคน ในแถบถิ่นชนบท โดยสืบหาจากคำบอกเล่าของผู้ที่ได้รู้จัก และเกี่ยวข้อง มันช่างยากยิ่ง ยิ่งเสียกว่า "งมเข็มในมหาสมุทร" ที่โบราณว่าเสียอีก เพราะเหตุที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่องราวได้จากโลกนี้ไปแล้วเกือบยี่สิบปี
"ปู่ขาบ" แห่งหมู่บ้านปากตนสืบเชื้อสายมาจากที่ใด ไม่มีประวัติที่แน่ชัด แม้แต่เมียและลูกของท่านที่มีชีวิตอยู่ก็ไม่สามารถสืบรู้ได้
ท่านเป็นปู่แท้ๆ ของผม ย่าคิดว่าปู่มาจากบ้านเขาแก้ว อำเภอลาสกา ในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนแม่บอกว่า ปู่เคยเล่าให้ฟังก่อนเสียชีวิตว่า ปู่มาจากหมู่บ้านท่าช้าง ซึ่งเป็นเขตอำเภอเมืองในอดีต พูดกันไปพูดกันมา เลยมาลงเอยที่ว่า ปู่เป็นคนท่องเที่ยว เดินทางไปทั่ว ได้มาเป็นเขยที่หมู่บ้าน "ปากตน" ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม...
เรื่องราวแท้จริงจะเป็นอย่างไร ปู่จะเป็นนักท่องเที่ยวผจญภัย หรือใครกันแน่ ผมเลยสืบหา เรื่องราวเหล่านั้นจากคนรุ่นหลัง ที่เป็นกุญแจสำคัญในการเล่าชีวิตของปู่...
ปู่ของผมเป็นบุคคลที่ผู้คนมากมายที่ในและนอกหมู่บ้านรู้จักกันทั่วในครั้งอดีต ทั้งพระภิกษุสงฆ์ผู้เฒ่าชรา หรือ คนเฒ่าคนแก่ของยุคก่อนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ผมเดินทางไปสู่หมู่บ้านอื่น เขาถามว่าผมมาจากไหน เป็นลูกหลานของใคร เพียงผมเอ่ยบอก ก็เป็นอันรู้ทั่วกันว่าผมเป็นหลาน "เณรขาบ" (ใครที่เคยบวชเป็นพระภิกษุมาก่อน เมื่อลาสิกขาแล้ว ทางใต้บางพื้นที่ เขาจะเรียกขาน คำนำหน้าชื่อว่า "เณร" เสียส่วนมาก)
ชื่อ "ขาบ" เป็นชื่อที่ไม่ค่อยจะมีใครนิยมใช้กันมากนัก ตั้งแต่เกิดมา และแม้ทุกวันนี้คนชื่อ "ขาบ" ผมเองก็ได้ยินชื่อนี้ไม่กี่คน
เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของปู่ขาบ ผมได้ฟังมาจากที่แม่เล่าเสียส่วนมาก แม่ว่าช่วงที่ปู่ป่วยหนัก แม่จะอยู่เฝ้าไข้ปู่อยู่ตลอด และช่วงนั้นเองที่ปู่เล่าประวัติของตัวปู่เองให้แม่ได้จดจำไว้
แม่บอกว่า ปู่ขาบมาจากหมู่บ้านท่าช้าง เดินทางไกลไปทั่ว กับพระธุดงค์ สายวัดป่า ปู่ขาบเคยบวชเป็นสามเณรตั้งแต่เด็ก เป็นเณรน้อยรับใช้ปรนนิบัติพระธุดงค์
สมัยนั้น หมู่บ้านเกือบทุกแห่งเป็นป่ารกทึบ ปู่ผมเกิดในยุคตอนปลายขององค์ "พระพุทธเจ้าหลวง" ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ของเรา ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศสยามกำลังเดินไปสู่อารยประเทศ
หลังจากอายุครบที่จะบวชเป็นพระภิกษุ ปู่ผมก็ได้รับการอุปสมบทบวชเป็นพระภิกษุ หลังจากนั้นไม่นานปู่ก็ลาสิกขาออกมา แล้วก็เดินทางไปเรื่อยตามประสาคนหนุ่มนักเดินทาง อาศัยอยู่กับวัดกับวา ระหว่างนั้นก็เลี้ยงวัวฝูงใหญ่ ต้อนไปแถบภูเขาใหญ่ ในยุคนั้น เป็นยุคแสวงหาถิ่นฐาน ทุกคนมีสิทธิจับจองที่ดินได้หลังจากมีการประกาศเลิกทาสมาหลายปีแล้ว ปู่เดินทางมาจับจองที่ดินแถบหมู่บ้านของผมปัจจุบัน
สมัยก่อน การจับจองที่ดินนั้น เขาจะมีไม้ปักเป็นเขตแดนแทนรั้ว หรือไม่ก็ปลูกมะพร้าว หรือไม้ยืนต้นเนื้อแข็ง เพื่อจับจองเป็นเจ้าของสิทธิ
ปู่ขาบของผมมาสร้างหลักปักฐานที่หมู่บ้าน แล้วก็เป็นเขยในหมู่บ้านกับย่าหลวง ซึ่งเป็นเมียคนแรกของปู่ หลังจากมีลูกสาวสองคน ซึ่งเป็นป้าสาวของผม ไม่นานย่าหลวงก็เสียชีวิตด้วยโรคไข้ป่า หลังจากนั้นปู่ก็ได้อยู่กินกับย่าแท้ๆ ของผม ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของย่าหลวง เหตุที่ย่าต้องอยู่กินกับปู่ แม่แอบกระซิบกับผมว่า "ย่าถือกำเนิดเป็นหญิง เกิดวันอังคาร ซึ่งคนสมัยนั้นเขาถือตามลักษณะราศีอะไรสักอย่าง..แล้วพ่อเฒ่าแม่เฒ่าของย่าก็ยกย่าให้กับปู่ บ้างว่าเพื่อรักษาที่ดินไม่ให้กระจัดกระจายออกไป ปู่กับย่าได้อยู่ด้วยกันและมีลูกชายสองคน คือพ่อลุง ซึ่งเป็นพี่ชายของพ่อ และตัวพ่อของผมเอง...
แม่เล่าว่า เมื่อก่อนปู่ของผมไม่ใช่นามสกุลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เมื่อก่อนปู่ขาบท่านนามสกุล "สถิตย์ภูมิ" ต่อมาเปลี่ยนเป็น "กาธิกาล"
"สถิตย์ภูมิ" แปลว่า "ตั้งไว้บนแผ่นดิน" ผมชอบคำๆนี้ เหตุที่ปู่ต้องเปลี่ยนนามสกุลมีเรื่องเล่าว่า พ่อเฒ่าหลวงศรีใหม่" จะยกที่นาให้แก่ปู่ แต่ต้องมีข้อแม้ว่า เมื่อได้ที่นาแล้ว ปู่ต้องเปลี่ยนนามสกุลเป็น "กาธิกาล" ปู่ผมจึงรับปากรับคำ และแล้วนามสกุล "กาธิกาล" ก็สืบทอดมาถึงผม ปู่เคยบอกเหตุผลกับแม่ว่า เหตุผลที่เปลี่ยนเพราะว่า นามสกุล "สถิตย์ภูมิ" มีคนใช้กันมากแล้ว ถ้าเปลี่ยนคงไม่เป็นไร
...ตั้งแต่เด็กผมมักจะได้ยินปู่สวดมนต์เกือบทุกเช้าค่ำ ผมมารู้จากแม่ภายหลังว่า ปู่เป็นคนเก่งแก่เรียน สามารถอ่านเขียนพระบาลีที่เป็นตัวอักษรขอมได้ เพราะปู่อยู่กับวัดกับวา มาตั้งแต่เด็กๆ...
เรือนข้าวหลังใหญ่ปัจจุบันที่อยู่หลังบ้านนั้น แม่ว่าเคยเป็นที่พักที่ปู่สร้างไว้ให้พระภิกษุสงฆ์ที่เป็นพระอาจารย์และพระภิกษุอื่นๆ ได้อยู่พักจำวัดที่นั้น ถ้าได้ผ่านจาริกมา
ผมไม่ค่อยมีความจรงจำอะไรมากนักเกี่ยวกับตัวปู่ ในสมัยเป็นเด็ก ทุกครั้งผมขึ้นไปบนเรือนที่มีหิ้งพระตั้งอยู่ ผมมักจะมองไปที่ไม้เท้า ตาไม้เป็นตะปุ่มตะป่ำ เป็นไม้เนื้อแข็ง ที่ปู่ไว้เดินค้ำกายในช่วงที่ท่านอายุมากแล้ว
ปู่มาและไปดั่งสายลม ถ้าตอนนี้ในขณะที่ผมโตเป็นหนุ่ม และปู่ผมอยู่ทันได้เห็นผมเป็นอยู่ขณะนี้ ปู่คงจะดีใจไม่น้อยที่หลานชายของปู่คนนี้ก็เป็นนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกับปู่เหมือนกัน
แม่บอกว่า ถ้าปู่ทันได้เห็นผมบวชทั้งเป็นสามเณร และเป็นพระภิกษุ อยู่ในร่มพระศาสนา ของพระพุทธองค์ ปู่คงจะปลื้มใจเป็นอันมาก เพราะปู่เป็นคนชอบสนทนากับพระสงฆ์ สมัยที่ปู่ยังมีชีวิตอยู่...
หลวงปู่พัฒน์ พุทฺธสโร เป็นพระอาจารย์ของปู่ในยุคสมัยนั้น ท่านเป็นอดีตสมภารวัดเชิงแตระ ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงปู่มรณภาพ ลงในปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสอง ยุคนั้นในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของเราได้ทรงออกประพาสหัวเมืองนครศรีธรรมราช เขาเล่าต่อว่า ขณะที่ในหลวงทรงประทับรถพระที่นั่ง เมื่อรถผ่านหน้าวัด ท่านก็มรณภาพทันที...
รูปของหลวงปู่พัฒน์ยังติดอยู่ที่ฝาไม้บนเรือน เหนือหิ้งพระของปู่ ตราบจนปัจจุบัน
ส่วนพระภิกษุอีกรูปหนึ่งที่เป็นสหายของปู่ เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน คือ หลวงปู่คลิ้ง จนฺทสโร อดีตสมภาร วัดถลุงทอง อำเภอร่อนพิบูลย์ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่งของชาวนครศรีธรรมราช อันเป็นสหายกับพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ นั่นเอง ปู่นับถือพระภิกษุสงฆ์สามรูปนี้มาก บ่อยครั้งที่ปู่ได้นิมนต์ท่านมาที่บ้านไม้หลังนั้น...
ชาวบ้านบาคนเชื่อว่า ปู่ขาบมีคาถาอาคม เป็นคนที่มีเวทมนต์คาถา
ลุงที่อยู่ใกล้บ้านเล่าให้ผมฟังว่า สมัยก่อนตอนที่แกเป็หนุ่ม เย็นวันหนึ่ง แกออกไปหาสมุนไพรกับปู่ที่ฝั่งคลอง เวลาใกล้พลบค่ำแล้ว แต่ปู่และแกก็ยังไม่กลับ เมื่อเวลาย่ำค่ำ แสงมัวซัว แกเห็นสิ่งแปลกปลอมอยู่บนศีรษะ บนต้นไม้ใหญ่เหนือหัวแกเห็นร่างกายสีดำประมาณสี่ห้าตัว กำลังลงมาจากต้นไม้ใหญ่ แกบอกว่า มันเป็นผีป่า ทันใดนั้นด้วยความที่แกตกใจ แกจะออกวิ่งหนี แต่ปู่ไหวตัวทัน จับแกไว้ยืนอยู่กับที่ แกเล่าว่าแก่กลัวจนฉี่ราด..
ปู่ขยับมือแล้วล้วงเข้าไปในย่าม แล้วกำวัตถุบางอย่างขึ้นมากำเอาไว้มือหนึ่ง และเสกเป่าคาถากำกับ จากนั้นก็คว้างไปยังสิ่งแปลกปลอมนั้น ทันใดนั้นมันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แกเลยตัดบทและฟันธงว่า แกเชื่อว่าปู่มีคาถา เพราะแกเห็นมากับตา
บางคนเล่าให้ผมฟังว่า สมัยที่รอบๆบ้านผม ยังเป็นป่าใหญ่รกทึบ บ้านเรามีโจรชุกชุม มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่ปู่กำลังนั่งลับคมขวานอยู่ มีโจรคู่อริแอบย่องเข้ามาจะยิ่งปู่ แต่ปู่รู้ตัวก่อนแล้ว ทันใดที่นกปืนดังขึ้น "แชะ" เป็นเวลาเดียวกันกับที่ปู่ก็ท่องคาถา บนพรึมพรำ พร้อมทั้งลับขวานอยู่ตามปกติ นกปืนสับ แต่ลูกปืนด้าน ไม่ปะทุ โจรคู่อริจึงบังกายหนีเข้าป่าไป...เขารู้เรื่องเหตุการณ์เหล่านี้จากใคร ผมไม่อาจรู้ แต่เขาก็เล่าให้ผมไดัฟังเรื่องราวปู่ของผม....
ปู่มักจะมีพฤติกรรมแบบคนมีคาถาอาคม ครั้งหนึ่ง แม่เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อถึงวันพระ หรือพระจันทร์เพ็ญ หรือแม้แต่ราหูอมจันทร์ ปู่ผมมักจะออกมากลางลานเรือน พร้อมกับห่อผ้าที่มีพระพุทธรูป ผ้ายันต์ ว่านสมุนไพร และของบางอย่างประจำตัวออกมากองบนผ้าขาว พร้อมกับสวดท่องคาถายัดปลุกเสก ปู่เคยบอกเหตุผลกับแม่ว่า ในช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นฤกษ์ยามดี เป็นมงคลแก่การสวดมนต์ทำพิธีกรรม...
ผมได้ฟังเรื่องราวจากคำบอกเล่า แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า ทำไมพ่อลุง และพ่อผม จึงไม่ได้รับอะไรๆ ที่เป็นปาฏิหาริย์เหล่านั้นมาเลย ผมจำได้ว่าหลังจากปู่เสียชีวิตไปได้ไม่นาน ห่อผ้าขาวคล้ำมัวผืนนั้นของปู่ขาบถูกเปิดออกโดยญาติผู้ใหญ่ ต่างคนต่างหยิบฉวยของที่คิดว่าเก่า และมีค่าเหล่านั้นไปในวันที่ปู่เสียชีวิตลงอย่างสงบ บนหิ้งนอนของเช้ามืด ผมจำภาพได้ได้ติดตา...ภาพของปู่ของผม
น่าแปลกที่พ่อไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เลย ผมเคยเห็นพ่อมีห่อพระ หุ้มด้วยผ้ายันต์เพียงห่อเล็กๆ ห่อเดียว ก่อนเดินทางไกลก่อนออกนอกบ้าน พ่อจะจบหัวไหว้ แล้วเอาใส่กระเป๋าหน้าอกติดไปกับตัวทุกครั้ง
แม่บอกเล่าว่า ของๆปู่ถูกหยิบออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งมือที่เอ่ยขอและมือที่ถือวิสาสะหยิบเอาออกไปเป็นของตัวดื้อๆ เหลือเพียงของบางอย่างที่เขาดูแล้วไร้ค่าไว้ หลายปีผ่านไปก็ยังคงมีญาติบางคนที่มักคุ้ยกับปู่ขึ้นไปไหว้พระ และเปิดห่อผ้าออก แล้วก็จะขอเอาไปอีก แต่แม่ก็ตัดบทไป แม่บอกเขาไปว่าเป็นของผมที่เก็บเอาไว้ ปัจจุบันน้อยคนนักที่จะล่วงล้ำขึ้นไปบนเขตหิ้งนอน ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นที่นอนของย่า ซึ่งดูเหมือนย่าจะเป็นตัวแทนของปู่ตั้งแต่วินาทีนั้นที่ปู่จากไป จากที่ผมได้ยินเสียงสวดมนต์ตอนเย็นเป็นของชายแก่ ผมกลับได้ยินเสียงสวดมนต์เป็นเสียงของหญิชราแก่ ซึ่งไม่เคยอ่านหนังสือไทยและหนังสือพระออกสักตัวเดียวก็ว่าได้ เสียงนั้นสืบต่อจากวัยเด็กจนตราบกระทั่งผมโตเป็นหนุ่ม เสียงย่าก็ยังคงแจ่มชัด แจ้วๆอยู่ ผมเคยถามย่าว่า ย่าอ่านหนังสือไม่ออกทำไมย่าจึงท่องมนต์ได้ ย่าตอบว่า ก็ย่านอนฟังปู่สวดทุกเช้าทุกค่ำ ทำไมจะจำไม่ได้...
มาถึงวันนี้ ภาพของปู่ขาบนั้น ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความรู้สึกของผม ปู่จะเป็นใครมาจากไหน มีคาถาอาคมหรือไม่ อย่างไรก็ตามที แต่บางสิ่งบางอย่างของตัวปู่ได้มีอยู่ในตัวของผมแล้ว....
...เรื่องราวของปู่ขาบเป็นเพียงประวัติของบุคคลคนหนึ่ง ที่ก่อเกิดขึ้น แต่ก็ได้ฝากร่องรอยและเรื่องเล่าไว้บนผืนแผ่นดินนี้ ถึงแม้นปู่ขาบอาจจะเป็นคนธรรมดาทั่วไป เสมือนเมล็ดทรายที่ดูไร้ค่า สำหรับใครหลายคน แต่สำหรับผม ช่างมีค่าเกินจะหาสิ่งใดในโลก มาเปรียบค่าได้
ผมเชื่อว่าเรื่องราวของคนๆหนึ่ง จะบ่งบอกที่ไปที่มา บอกวิถีทางของสังคม และบอกที่มาของลูกหลานไว้ภาคภูมิใจ ว่าเราก็มีเรื่องราวไว้เล่าขานจริงๆบนแผ่นดินนี้ และชีวิตหนึ่งก็เคยเกิดขึ้นจริงบนมาตุภูมิแดนเกิดของเรา...
"ปู่ขาบ" คือบรรพชนของเรา
สถิตย์ภูมิ
ณ ศูนย์การเรียนรู้ทุ่งสักอาศรม
อ. อู่ทอง สุพรรณบุรี
อยาก บอกว่า ดีใจมากที่พบ บทความนี้ อย่าง น้อย ลูกหลาน ก็ได้ อ่าน ประวัติ ของปู่
จึงขอ เป็น ส่วนหนึ่ง ที่ช่วย บันทึก ความทรงจำนี้ไว้ ด้วย คน
ขอขอบคุณ เจ้าของ บทความด้วยหัวใจ >>ปู่สถิตย์ภูมิ
http://www.oknation.net/blog/sathitpum/2008/07/24/entry-1
จาก เหลน โหลน กาธิกาล
แต่ถ้าจะสืบสาวหาประวัติเรื่องราวความเป็นมาของใครสักคน ในแถบถิ่นชนบท โดยสืบหาจากคำบอกเล่าของผู้ที่ได้รู้จัก และเกี่ยวข้อง มันช่างยากยิ่ง ยิ่งเสียกว่า "งมเข็มในมหาสมุทร" ที่โบราณว่าเสียอีก เพราะเหตุที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่องราวได้จากโลกนี้ไปแล้วเกือบยี่สิบปี
"ปู่ขาบ" แห่งหมู่บ้านปากตนสืบเชื้อสายมาจากที่ใด ไม่มีประวัติที่แน่ชัด แม้แต่เมียและลูกของท่านที่มีชีวิตอยู่ก็ไม่สามารถสืบรู้ได้
ท่านเป็นปู่แท้ๆ ของผม ย่าคิดว่าปู่มาจากบ้านเขาแก้ว อำเภอลาสกา ในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนแม่บอกว่า ปู่เคยเล่าให้ฟังก่อนเสียชีวิตว่า ปู่มาจากหมู่บ้านท่าช้าง ซึ่งเป็นเขตอำเภอเมืองในอดีต พูดกันไปพูดกันมา เลยมาลงเอยที่ว่า ปู่เป็นคนท่องเที่ยว เดินทางไปทั่ว ได้มาเป็นเขยที่หมู่บ้าน "ปากตน" ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม...
เรื่องราวแท้จริงจะเป็นอย่างไร ปู่จะเป็นนักท่องเที่ยวผจญภัย หรือใครกันแน่ ผมเลยสืบหา เรื่องราวเหล่านั้นจากคนรุ่นหลัง ที่เป็นกุญแจสำคัญในการเล่าชีวิตของปู่...
ปู่ของผมเป็นบุคคลที่ผู้คนมากมายที่ในและนอกหมู่บ้านรู้จักกันทั่วในครั้งอดีต ทั้งพระภิกษุสงฆ์ผู้เฒ่าชรา หรือ คนเฒ่าคนแก่ของยุคก่อนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ผมเดินทางไปสู่หมู่บ้านอื่น เขาถามว่าผมมาจากไหน เป็นลูกหลานของใคร เพียงผมเอ่ยบอก ก็เป็นอันรู้ทั่วกันว่าผมเป็นหลาน "เณรขาบ" (ใครที่เคยบวชเป็นพระภิกษุมาก่อน เมื่อลาสิกขาแล้ว ทางใต้บางพื้นที่ เขาจะเรียกขาน คำนำหน้าชื่อว่า "เณร" เสียส่วนมาก)
ชื่อ "ขาบ" เป็นชื่อที่ไม่ค่อยจะมีใครนิยมใช้กันมากนัก ตั้งแต่เกิดมา และแม้ทุกวันนี้คนชื่อ "ขาบ" ผมเองก็ได้ยินชื่อนี้ไม่กี่คน
เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของปู่ขาบ ผมได้ฟังมาจากที่แม่เล่าเสียส่วนมาก แม่ว่าช่วงที่ปู่ป่วยหนัก แม่จะอยู่เฝ้าไข้ปู่อยู่ตลอด และช่วงนั้นเองที่ปู่เล่าประวัติของตัวปู่เองให้แม่ได้จดจำไว้
แม่บอกว่า ปู่ขาบมาจากหมู่บ้านท่าช้าง เดินทางไกลไปทั่ว กับพระธุดงค์ สายวัดป่า ปู่ขาบเคยบวชเป็นสามเณรตั้งแต่เด็ก เป็นเณรน้อยรับใช้ปรนนิบัติพระธุดงค์
สมัยนั้น หมู่บ้านเกือบทุกแห่งเป็นป่ารกทึบ ปู่ผมเกิดในยุคตอนปลายขององค์ "พระพุทธเจ้าหลวง" ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ของเรา ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศสยามกำลังเดินไปสู่อารยประเทศ
หลังจากอายุครบที่จะบวชเป็นพระภิกษุ ปู่ผมก็ได้รับการอุปสมบทบวชเป็นพระภิกษุ หลังจากนั้นไม่นานปู่ก็ลาสิกขาออกมา แล้วก็เดินทางไปเรื่อยตามประสาคนหนุ่มนักเดินทาง อาศัยอยู่กับวัดกับวา ระหว่างนั้นก็เลี้ยงวัวฝูงใหญ่ ต้อนไปแถบภูเขาใหญ่ ในยุคนั้น เป็นยุคแสวงหาถิ่นฐาน ทุกคนมีสิทธิจับจองที่ดินได้หลังจากมีการประกาศเลิกทาสมาหลายปีแล้ว ปู่เดินทางมาจับจองที่ดินแถบหมู่บ้านของผมปัจจุบัน
สมัยก่อน การจับจองที่ดินนั้น เขาจะมีไม้ปักเป็นเขตแดนแทนรั้ว หรือไม่ก็ปลูกมะพร้าว หรือไม้ยืนต้นเนื้อแข็ง เพื่อจับจองเป็นเจ้าของสิทธิ
ปู่ขาบของผมมาสร้างหลักปักฐานที่หมู่บ้าน แล้วก็เป็นเขยในหมู่บ้านกับย่าหลวง ซึ่งเป็นเมียคนแรกของปู่ หลังจากมีลูกสาวสองคน ซึ่งเป็นป้าสาวของผม ไม่นานย่าหลวงก็เสียชีวิตด้วยโรคไข้ป่า หลังจากนั้นปู่ก็ได้อยู่กินกับย่าแท้ๆ ของผม ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของย่าหลวง เหตุที่ย่าต้องอยู่กินกับปู่ แม่แอบกระซิบกับผมว่า "ย่าถือกำเนิดเป็นหญิง เกิดวันอังคาร ซึ่งคนสมัยนั้นเขาถือตามลักษณะราศีอะไรสักอย่าง..แล้วพ่อเฒ่าแม่เฒ่าของย่าก็ยกย่าให้กับปู่ บ้างว่าเพื่อรักษาที่ดินไม่ให้กระจัดกระจายออกไป ปู่กับย่าได้อยู่ด้วยกันและมีลูกชายสองคน คือพ่อลุง ซึ่งเป็นพี่ชายของพ่อ และตัวพ่อของผมเอง...
แม่เล่าว่า เมื่อก่อนปู่ของผมไม่ใช่นามสกุลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เมื่อก่อนปู่ขาบท่านนามสกุล "สถิตย์ภูมิ" ต่อมาเปลี่ยนเป็น "กาธิกาล"
"สถิตย์ภูมิ" แปลว่า "ตั้งไว้บนแผ่นดิน" ผมชอบคำๆนี้ เหตุที่ปู่ต้องเปลี่ยนนามสกุลมีเรื่องเล่าว่า พ่อเฒ่าหลวงศรีใหม่" จะยกที่นาให้แก่ปู่ แต่ต้องมีข้อแม้ว่า เมื่อได้ที่นาแล้ว ปู่ต้องเปลี่ยนนามสกุลเป็น "กาธิกาล" ปู่ผมจึงรับปากรับคำ และแล้วนามสกุล "กาธิกาล" ก็สืบทอดมาถึงผม ปู่เคยบอกเหตุผลกับแม่ว่า เหตุผลที่เปลี่ยนเพราะว่า นามสกุล "สถิตย์ภูมิ" มีคนใช้กันมากแล้ว ถ้าเปลี่ยนคงไม่เป็นไร
...ตั้งแต่เด็กผมมักจะได้ยินปู่สวดมนต์เกือบทุกเช้าค่ำ ผมมารู้จากแม่ภายหลังว่า ปู่เป็นคนเก่งแก่เรียน สามารถอ่านเขียนพระบาลีที่เป็นตัวอักษรขอมได้ เพราะปู่อยู่กับวัดกับวา มาตั้งแต่เด็กๆ...
เรือนข้าวหลังใหญ่ปัจจุบันที่อยู่หลังบ้านนั้น แม่ว่าเคยเป็นที่พักที่ปู่สร้างไว้ให้พระภิกษุสงฆ์ที่เป็นพระอาจารย์และพระภิกษุอื่นๆ ได้อยู่พักจำวัดที่นั้น ถ้าได้ผ่านจาริกมา
ผมไม่ค่อยมีความจรงจำอะไรมากนักเกี่ยวกับตัวปู่ ในสมัยเป็นเด็ก ทุกครั้งผมขึ้นไปบนเรือนที่มีหิ้งพระตั้งอยู่ ผมมักจะมองไปที่ไม้เท้า ตาไม้เป็นตะปุ่มตะป่ำ เป็นไม้เนื้อแข็ง ที่ปู่ไว้เดินค้ำกายในช่วงที่ท่านอายุมากแล้ว
ปู่มาและไปดั่งสายลม ถ้าตอนนี้ในขณะที่ผมโตเป็นหนุ่ม และปู่ผมอยู่ทันได้เห็นผมเป็นอยู่ขณะนี้ ปู่คงจะดีใจไม่น้อยที่หลานชายของปู่คนนี้ก็เป็นนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกับปู่เหมือนกัน
แม่บอกว่า ถ้าปู่ทันได้เห็นผมบวชทั้งเป็นสามเณร และเป็นพระภิกษุ อยู่ในร่มพระศาสนา ของพระพุทธองค์ ปู่คงจะปลื้มใจเป็นอันมาก เพราะปู่เป็นคนชอบสนทนากับพระสงฆ์ สมัยที่ปู่ยังมีชีวิตอยู่...
หลวงปู่พัฒน์ พุทฺธสโร เป็นพระอาจารย์ของปู่ในยุคสมัยนั้น ท่านเป็นอดีตสมภารวัดเชิงแตระ ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงปู่มรณภาพ ลงในปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสอง ยุคนั้นในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของเราได้ทรงออกประพาสหัวเมืองนครศรีธรรมราช เขาเล่าต่อว่า ขณะที่ในหลวงทรงประทับรถพระที่นั่ง เมื่อรถผ่านหน้าวัด ท่านก็มรณภาพทันที...
รูปของหลวงปู่พัฒน์ยังติดอยู่ที่ฝาไม้บนเรือน เหนือหิ้งพระของปู่ ตราบจนปัจจุบัน
ส่วนพระภิกษุอีกรูปหนึ่งที่เป็นสหายของปู่ เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน คือ หลวงปู่คลิ้ง จนฺทสโร อดีตสมภาร วัดถลุงทอง อำเภอร่อนพิบูลย์ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่งของชาวนครศรีธรรมราช อันเป็นสหายกับพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ นั่นเอง ปู่นับถือพระภิกษุสงฆ์สามรูปนี้มาก บ่อยครั้งที่ปู่ได้นิมนต์ท่านมาที่บ้านไม้หลังนั้น...
ชาวบ้านบาคนเชื่อว่า ปู่ขาบมีคาถาอาคม เป็นคนที่มีเวทมนต์คาถา
ลุงที่อยู่ใกล้บ้านเล่าให้ผมฟังว่า สมัยก่อนตอนที่แกเป็หนุ่ม เย็นวันหนึ่ง แกออกไปหาสมุนไพรกับปู่ที่ฝั่งคลอง เวลาใกล้พลบค่ำแล้ว แต่ปู่และแกก็ยังไม่กลับ เมื่อเวลาย่ำค่ำ แสงมัวซัว แกเห็นสิ่งแปลกปลอมอยู่บนศีรษะ บนต้นไม้ใหญ่เหนือหัวแกเห็นร่างกายสีดำประมาณสี่ห้าตัว กำลังลงมาจากต้นไม้ใหญ่ แกบอกว่า มันเป็นผีป่า ทันใดนั้นด้วยความที่แกตกใจ แกจะออกวิ่งหนี แต่ปู่ไหวตัวทัน จับแกไว้ยืนอยู่กับที่ แกเล่าว่าแก่กลัวจนฉี่ราด..
ปู่ขยับมือแล้วล้วงเข้าไปในย่าม แล้วกำวัตถุบางอย่างขึ้นมากำเอาไว้มือหนึ่ง และเสกเป่าคาถากำกับ จากนั้นก็คว้างไปยังสิ่งแปลกปลอมนั้น ทันใดนั้นมันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แกเลยตัดบทและฟันธงว่า แกเชื่อว่าปู่มีคาถา เพราะแกเห็นมากับตา
บางคนเล่าให้ผมฟังว่า สมัยที่รอบๆบ้านผม ยังเป็นป่าใหญ่รกทึบ บ้านเรามีโจรชุกชุม มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่ปู่กำลังนั่งลับคมขวานอยู่ มีโจรคู่อริแอบย่องเข้ามาจะยิ่งปู่ แต่ปู่รู้ตัวก่อนแล้ว ทันใดที่นกปืนดังขึ้น "แชะ" เป็นเวลาเดียวกันกับที่ปู่ก็ท่องคาถา บนพรึมพรำ พร้อมทั้งลับขวานอยู่ตามปกติ นกปืนสับ แต่ลูกปืนด้าน ไม่ปะทุ โจรคู่อริจึงบังกายหนีเข้าป่าไป...เขารู้เรื่องเหตุการณ์เหล่านี้จากใคร ผมไม่อาจรู้ แต่เขาก็เล่าให้ผมไดัฟังเรื่องราวปู่ของผม....
ปู่มักจะมีพฤติกรรมแบบคนมีคาถาอาคม ครั้งหนึ่ง แม่เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อถึงวันพระ หรือพระจันทร์เพ็ญ หรือแม้แต่ราหูอมจันทร์ ปู่ผมมักจะออกมากลางลานเรือน พร้อมกับห่อผ้าที่มีพระพุทธรูป ผ้ายันต์ ว่านสมุนไพร และของบางอย่างประจำตัวออกมากองบนผ้าขาว พร้อมกับสวดท่องคาถายัดปลุกเสก ปู่เคยบอกเหตุผลกับแม่ว่า ในช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นฤกษ์ยามดี เป็นมงคลแก่การสวดมนต์ทำพิธีกรรม...
ผมได้ฟังเรื่องราวจากคำบอกเล่า แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า ทำไมพ่อลุง และพ่อผม จึงไม่ได้รับอะไรๆ ที่เป็นปาฏิหาริย์เหล่านั้นมาเลย ผมจำได้ว่าหลังจากปู่เสียชีวิตไปได้ไม่นาน ห่อผ้าขาวคล้ำมัวผืนนั้นของปู่ขาบถูกเปิดออกโดยญาติผู้ใหญ่ ต่างคนต่างหยิบฉวยของที่คิดว่าเก่า และมีค่าเหล่านั้นไปในวันที่ปู่เสียชีวิตลงอย่างสงบ บนหิ้งนอนของเช้ามืด ผมจำภาพได้ได้ติดตา...ภาพของปู่ของผม
น่าแปลกที่พ่อไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เลย ผมเคยเห็นพ่อมีห่อพระ หุ้มด้วยผ้ายันต์เพียงห่อเล็กๆ ห่อเดียว ก่อนเดินทางไกลก่อนออกนอกบ้าน พ่อจะจบหัวไหว้ แล้วเอาใส่กระเป๋าหน้าอกติดไปกับตัวทุกครั้ง
แม่บอกเล่าว่า ของๆปู่ถูกหยิบออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งมือที่เอ่ยขอและมือที่ถือวิสาสะหยิบเอาออกไปเป็นของตัวดื้อๆ เหลือเพียงของบางอย่างที่เขาดูแล้วไร้ค่าไว้ หลายปีผ่านไปก็ยังคงมีญาติบางคนที่มักคุ้ยกับปู่ขึ้นไปไหว้พระ และเปิดห่อผ้าออก แล้วก็จะขอเอาไปอีก แต่แม่ก็ตัดบทไป แม่บอกเขาไปว่าเป็นของผมที่เก็บเอาไว้ ปัจจุบันน้อยคนนักที่จะล่วงล้ำขึ้นไปบนเขตหิ้งนอน ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นที่นอนของย่า ซึ่งดูเหมือนย่าจะเป็นตัวแทนของปู่ตั้งแต่วินาทีนั้นที่ปู่จากไป จากที่ผมได้ยินเสียงสวดมนต์ตอนเย็นเป็นของชายแก่ ผมกลับได้ยินเสียงสวดมนต์เป็นเสียงของหญิชราแก่ ซึ่งไม่เคยอ่านหนังสือไทยและหนังสือพระออกสักตัวเดียวก็ว่าได้ เสียงนั้นสืบต่อจากวัยเด็กจนตราบกระทั่งผมโตเป็นหนุ่ม เสียงย่าก็ยังคงแจ่มชัด แจ้วๆอยู่ ผมเคยถามย่าว่า ย่าอ่านหนังสือไม่ออกทำไมย่าจึงท่องมนต์ได้ ย่าตอบว่า ก็ย่านอนฟังปู่สวดทุกเช้าทุกค่ำ ทำไมจะจำไม่ได้...
มาถึงวันนี้ ภาพของปู่ขาบนั้น ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความรู้สึกของผม ปู่จะเป็นใครมาจากไหน มีคาถาอาคมหรือไม่ อย่างไรก็ตามที แต่บางสิ่งบางอย่างของตัวปู่ได้มีอยู่ในตัวของผมแล้ว....
...เรื่องราวของปู่ขาบเป็นเพียงประวัติของบุคคลคนหนึ่ง ที่ก่อเกิดขึ้น แต่ก็ได้ฝากร่องรอยและเรื่องเล่าไว้บนผืนแผ่นดินนี้ ถึงแม้นปู่ขาบอาจจะเป็นคนธรรมดาทั่วไป เสมือนเมล็ดทรายที่ดูไร้ค่า สำหรับใครหลายคน แต่สำหรับผม ช่างมีค่าเกินจะหาสิ่งใดในโลก มาเปรียบค่าได้
ผมเชื่อว่าเรื่องราวของคนๆหนึ่ง จะบ่งบอกที่ไปที่มา บอกวิถีทางของสังคม และบอกที่มาของลูกหลานไว้ภาคภูมิใจ ว่าเราก็มีเรื่องราวไว้เล่าขานจริงๆบนแผ่นดินนี้ และชีวิตหนึ่งก็เคยเกิดขึ้นจริงบนมาตุภูมิแดนเกิดของเรา...
"ปู่ขาบ" คือบรรพชนของเรา
สถิตย์ภูมิ
ณ ศูนย์การเรียนรู้ทุ่งสักอาศรม
อ. อู่ทอง สุพรรณบุรี
อยาก บอกว่า ดีใจมากที่พบ บทความนี้ อย่าง น้อย ลูกหลาน ก็ได้ อ่าน ประวัติ ของปู่
จึงขอ เป็น ส่วนหนึ่ง ที่ช่วย บันทึก ความทรงจำนี้ไว้ ด้วย คน
ขอขอบคุณ เจ้าของ บทความด้วยหัวใจ >>ปู่สถิตย์ภูมิ
http://www.oknation.net/blog/sathitpum/2008/07/24/entry-1
จาก เหลน โหลน กาธิกาล
Tuesday, June 23, 2009
ยังจำ..นิทาน.. ทรพี -ทรพา.มารื้อฟื้นกันหน่อย
เรื่องทรพี-ทรพา กันได้แค่ไหนล่ะ ย่อๆ ไว้หน่อย เผื่อแฟน "ทรพี-ทรพา ยุค 2009"
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า พระอิศวร หรือพระศิวะนั่นแหละ มี ทส.อยู่ตนชื่อ "ยักษ์นนทกาล" แต่เจ้ายักษ์ปากห้อย ตาโปนนี้เหิมเกริมไปมีจิตพิศวาสเลเพลาดพาดไปโลมเลียนางอัปสร พระอิศวรรู้เข้าเลยสาป อุเหม่มมมม....ให้ลงไปเกิดเป็นควายเผือกชื่อ "ทรพา" แค่นั้นไม่สะใจ พระอิศวรยังสาปให้มีลูกชื่อ "ทรพี" แล้วให้เจ้าทรพีนี้ฆ่าพ่อ ลูกขวิดตายเมื่อไหร่ เมื่อนั้นจึงจะพ้นคำสาป กลับมาเกิดเป็นยักษ์นนทกาลปากห้อย ตาโปน นั่งโหน ยืนโหน เป็นยามเฝ้าปราสาทพระอิศวรต่อไป
ยักษ์นนทกาลลงมาเกิดเป็นควายทรพา ก็ได้เมียควายจนมีลูกหลายตัว แต่คลอดตัวไหนออกมาเป็นตัวผู้ ทรพาจะขวิดตายเรียบ เพราะกลัวว่าถ้าไม่ฆ่ามันก่อน โตขึ้นมา มันก็จะย้อนมาฆ่าพ่อ จนกระทั่งคลอดทรพีออกมานั่นแหละ นางเมียควายก็แอบพาทารกทรพีไปฝากให้เทวดาเลี้ยงอยู่ในถ้ำ จนกระทั่งล่ำใหญ่ เจ้าทรพีหนุ่มก็ออกดมหารอยตีนพ่อ เจอแล้วก็เอาตีนตัวเองลงไปวัด อ้อ..ตีนยังเล็กกว่า ก็ยอมยกให้เป็นพ่อไปก่อน ลูกเอาตีนทาบรอยตีนพ่อเป็นระยะ จนกระทั่งทรพีตีนใหญ่เท่าทรพาผู้พ่อ ก็ไปอยู่กับอภิสิทธิ์...เอ๊ย..สับสนคนละคัมภีร์แล้ว ขอโทษ..ขอโทษ..ก็ไปท้าพ่อออกมาขวิดประลองคมเขาแข่งกัน ปรากฏว่าทรพาควายแก่ จะ ๖๐ เดือนหน้าอยู่รอมร่อ เลยถูกควายหนุ่มผู้เป็นลูกขวิดพ่อตาย สมดังคำสาปพระอิศวร!
ทรพีเมื่อฆ่าพ่อคาสนามเลือกตั้ง เอ๊า..ผิดอีกแล้ว เมื่อฆ่าพ่อได้แล้วก็ลำพองในพลังเขา ไม่รู้ต่ำ-ไม่รู้สูงตามประสาควาย เผ่นขึ้นไปท้าพระอิศวรให้มาขวิดสู้กัน พระอิศวร ซึ่งได้ชื่อว่า "พระผู้ทำลาย" จึงส่งให้พาลีกับสุครีพไปจัดการซะ พร้อมกับสาปว่า ให้มันตายในมือพญาวานร พาลีสู้กับเจ้าทรพีอยู่ตั้ง ๗ วัน ๗ คืน ก็ยังไม่แพ้-ไม่ชนะกัน พาลีจึงถามทรพีว่า "เฮ้ย..ไอ้ควาย เอ็งมีเทวดาคุ้มครองเขาหรือยังไงวะ ถึงได้มีฤทธิ์มากมายนัก?" เจ้าทรพีได้ยินก็แสยะยิ้มยืดปากห้อยร้องมอ..มอ.. เชิดเขาขึ้นตามวิสัยไอ้ทรพีฆ่าพ่อ ตอบว่า "เฮ่ย..เทวดง-เทวดาที่ไหนคุ้มครอง ข้าเก่งของข้าเองโว้ย" ฝ่ายพาลีจอมลิงได้ยินเช่นนั้นก็คันประหนึ่งว่าหัวเป็นหิด ตัวเป็นเหาเกาคะเยอ ตวาดออกไป "เจี๊ยกกกก...เจี๊ยกเจี๊ยกเจี๊ยก ไอ้ควายเนรคุณ ท่านเทวดาที่คุ้มครองก็ได้ยินแล้วใช่มั้ยว่าเจ้าทรพีมันไม่ได้สำนึกในบุญคุณของท่านเลย ขอพวกท่านอย่าได้โปรดคุ้มครองมันอีกต่อไปเลย เจี๊ยกกกก...เจี๊ยกเจี๊ยกเจี๊ยก"
ฝ่ายเทวดาที่อภิบาลรักษาเจ้าทรพีมาตั้งแต่ฝ่าตีนเท่าจุกนมนุก จนโตเท่าฝากระป๋องนมตราหมี เมื่อได้ยินพญาวานรว่าดังนั้น ก็พากันเลิกแผ่พลังคุ้มครองควายทรพี แล้วพญาวานรพาลีก็ฆ่าเจ้าทรพีตายในบัดดล
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คบทรพีอย่าวางใจ เพื่อความเป็นใหญ่ ฆ่าพ่อคนแรกได้ มันก็ต้องฆ่าพ่อคนต่อๆ ไป และจะไปตายกับมือคนปีวอก...จบ
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า พระอิศวร หรือพระศิวะนั่นแหละ มี ทส.อยู่ตนชื่อ "ยักษ์นนทกาล" แต่เจ้ายักษ์ปากห้อย ตาโปนนี้เหิมเกริมไปมีจิตพิศวาสเลเพลาดพาดไปโลมเลียนางอัปสร พระอิศวรรู้เข้าเลยสาป อุเหม่มมมม....ให้ลงไปเกิดเป็นควายเผือกชื่อ "ทรพา" แค่นั้นไม่สะใจ พระอิศวรยังสาปให้มีลูกชื่อ "ทรพี" แล้วให้เจ้าทรพีนี้ฆ่าพ่อ ลูกขวิดตายเมื่อไหร่ เมื่อนั้นจึงจะพ้นคำสาป กลับมาเกิดเป็นยักษ์นนทกาลปากห้อย ตาโปน นั่งโหน ยืนโหน เป็นยามเฝ้าปราสาทพระอิศวรต่อไป
ยักษ์นนทกาลลงมาเกิดเป็นควายทรพา ก็ได้เมียควายจนมีลูกหลายตัว แต่คลอดตัวไหนออกมาเป็นตัวผู้ ทรพาจะขวิดตายเรียบ เพราะกลัวว่าถ้าไม่ฆ่ามันก่อน โตขึ้นมา มันก็จะย้อนมาฆ่าพ่อ จนกระทั่งคลอดทรพีออกมานั่นแหละ นางเมียควายก็แอบพาทารกทรพีไปฝากให้เทวดาเลี้ยงอยู่ในถ้ำ จนกระทั่งล่ำใหญ่ เจ้าทรพีหนุ่มก็ออกดมหารอยตีนพ่อ เจอแล้วก็เอาตีนตัวเองลงไปวัด อ้อ..ตีนยังเล็กกว่า ก็ยอมยกให้เป็นพ่อไปก่อน ลูกเอาตีนทาบรอยตีนพ่อเป็นระยะ จนกระทั่งทรพีตีนใหญ่เท่าทรพาผู้พ่อ ก็ไปอยู่กับอภิสิทธิ์...เอ๊ย..สับสนคนละคัมภีร์แล้ว ขอโทษ..ขอโทษ..ก็ไปท้าพ่อออกมาขวิดประลองคมเขาแข่งกัน ปรากฏว่าทรพาควายแก่ จะ ๖๐ เดือนหน้าอยู่รอมร่อ เลยถูกควายหนุ่มผู้เป็นลูกขวิดพ่อตาย สมดังคำสาปพระอิศวร!
ทรพีเมื่อฆ่าพ่อคาสนามเลือกตั้ง เอ๊า..ผิดอีกแล้ว เมื่อฆ่าพ่อได้แล้วก็ลำพองในพลังเขา ไม่รู้ต่ำ-ไม่รู้สูงตามประสาควาย เผ่นขึ้นไปท้าพระอิศวรให้มาขวิดสู้กัน พระอิศวร ซึ่งได้ชื่อว่า "พระผู้ทำลาย" จึงส่งให้พาลีกับสุครีพไปจัดการซะ พร้อมกับสาปว่า ให้มันตายในมือพญาวานร พาลีสู้กับเจ้าทรพีอยู่ตั้ง ๗ วัน ๗ คืน ก็ยังไม่แพ้-ไม่ชนะกัน พาลีจึงถามทรพีว่า "เฮ้ย..ไอ้ควาย เอ็งมีเทวดาคุ้มครองเขาหรือยังไงวะ ถึงได้มีฤทธิ์มากมายนัก?" เจ้าทรพีได้ยินก็แสยะยิ้มยืดปากห้อยร้องมอ..มอ.. เชิดเขาขึ้นตามวิสัยไอ้ทรพีฆ่าพ่อ ตอบว่า "เฮ่ย..เทวดง-เทวดาที่ไหนคุ้มครอง ข้าเก่งของข้าเองโว้ย" ฝ่ายพาลีจอมลิงได้ยินเช่นนั้นก็คันประหนึ่งว่าหัวเป็นหิด ตัวเป็นเหาเกาคะเยอ ตวาดออกไป "เจี๊ยกกกก...เจี๊ยกเจี๊ยกเจี๊ยก ไอ้ควายเนรคุณ ท่านเทวดาที่คุ้มครองก็ได้ยินแล้วใช่มั้ยว่าเจ้าทรพีมันไม่ได้สำนึกในบุญคุณของท่านเลย ขอพวกท่านอย่าได้โปรดคุ้มครองมันอีกต่อไปเลย เจี๊ยกกกก...เจี๊ยกเจี๊ยกเจี๊ยก"
ฝ่ายเทวดาที่อภิบาลรักษาเจ้าทรพีมาตั้งแต่ฝ่าตีนเท่าจุกนมนุก จนโตเท่าฝากระป๋องนมตราหมี เมื่อได้ยินพญาวานรว่าดังนั้น ก็พากันเลิกแผ่พลังคุ้มครองควายทรพี แล้วพญาวานรพาลีก็ฆ่าเจ้าทรพีตายในบัดดล
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คบทรพีอย่าวางใจ เพื่อความเป็นใหญ่ ฆ่าพ่อคนแรกได้ มันก็ต้องฆ่าพ่อคนต่อๆ ไป และจะไปตายกับมือคนปีวอก...จบ
Thursday, June 18, 2009
มะรุม พืชมหัศจรรย์
มะรุม พืชมหัศจรรย์
เขียนโดย D.Healer เมื่อ 17 เมษายน 2008 - 04:55pm
มะรุม เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในหลายด้าน เช่น ราก จะมีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ เปลือก จะมีรสร้อน ช่วยขับลม ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้ เป็นต้น
ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ เนื้อในเมล็ดสรรพคุณ :
ฝัก - ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม เปลือกต้น - มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)
ราก - มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก - แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบแพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย
จากประสบการณ์ เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้
ข้อควรระวัง ในคนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับประทาน
"มะรุม" มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก “ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม” ภาคเหนือเรียก “มะค้อมก้อน” ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก “กาแน้งเดิง” ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก “ผักเนื้อไก่” เป็นต้น
ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้
ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง “ผงนัว” กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก
คุณค่าทางอาหารของมะรุม มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ
วิตามินเอ บำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า วิตามินซี ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม แคลเซียม บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด โพแทสเซียม บำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย ใยอาหารและพลังงาน ไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบมะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก “มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย
ประโยชน์ของมะรุม1.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง4.ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบันหากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม8.รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ11.เป็นยาปฏิชีวนะ
น้ำมันมะรุมสรรพคุณ..ใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิแพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น
ชะลอความแก่ กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย
ฆ่าจุลินทรีย์ สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว
การป้องกันมะเร็ง สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม
ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก
ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537) พลังงาน 26 แคลอรี โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม) ไขมัน 0.1 กรัม ใยอาหาร 4.8 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต) วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม) แคโรทีน 110 ไมโครกรัม แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม) ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)
ทั้งนี้ กลุ่มที่กินมะรุมและยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลสเทอรอลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index ต่ำลง ทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และหลอดเลือดแดงใหญ่ (เอออร์ตา) โดยกลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย ที่ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอรอลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง
ฤทธิ์ป้องกันตับ งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลองเกิดความเสียหายโดยไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีนทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาเหล่านี้
เอกสารอ้างอิง:
Nature’s Medicine Cabinet by Sanford HolstThe Miracle Tree by Lowell FuglieLA times March 27th 2000 article wrote by Mark Fritz. WWW.PUBMED.GOV. (Search for Moringa) (Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003, Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany, Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University, Bangkok.
นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550
เขียนโดย D.Healer เมื่อ 17 เมษายน 2008 - 04:55pm
มะรุม เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในหลายด้าน เช่น ราก จะมีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ เปลือก จะมีรสร้อน ช่วยขับลม ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้ เป็นต้น
ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ เนื้อในเมล็ดสรรพคุณ :
ฝัก - ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม เปลือกต้น - มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)
ราก - มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก - แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบแพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย
จากประสบการณ์ เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้
ข้อควรระวัง ในคนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับประทาน
"มะรุม" มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก “ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม” ภาคเหนือเรียก “มะค้อมก้อน” ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก “กาแน้งเดิง” ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก “ผักเนื้อไก่” เป็นต้น
ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้
ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง “ผงนัว” กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก
คุณค่าทางอาหารของมะรุม มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ
วิตามินเอ บำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า วิตามินซี ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม แคลเซียม บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด โพแทสเซียม บำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย ใยอาหารและพลังงาน ไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบมะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก “มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย
ประโยชน์ของมะรุม1.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง4.ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบันหากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม8.รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ11.เป็นยาปฏิชีวนะ
น้ำมันมะรุมสรรพคุณ..ใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิแพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น
ชะลอความแก่ กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย
ฆ่าจุลินทรีย์ สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว
การป้องกันมะเร็ง สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม
ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก
ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537) พลังงาน 26 แคลอรี โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม) ไขมัน 0.1 กรัม ใยอาหาร 4.8 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต) วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม) แคโรทีน 110 ไมโครกรัม แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม) ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)
ทั้งนี้ กลุ่มที่กินมะรุมและยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลสเทอรอลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index ต่ำลง ทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และหลอดเลือดแดงใหญ่ (เอออร์ตา) โดยกลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย ที่ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอรอลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง
ฤทธิ์ป้องกันตับ งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลองเกิดความเสียหายโดยไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีนทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาเหล่านี้
เอกสารอ้างอิง:
Nature’s Medicine Cabinet by Sanford HolstThe Miracle Tree by Lowell FuglieLA times March 27th 2000 article wrote by Mark Fritz. WWW.PUBMED.GOV. (Search for Moringa) (Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003, Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany, Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University, Bangkok.
นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550
Subscribe to:
Posts (Atom)









